อีลอน มัสก์ เผยขั้นแรกในแผนบุกเบิกอาณานิคมบน ดาวอังคาร ภายในปี 2050 ว่ามนุษย์อาจต้องอาศัยอยู่ในเรือนกระจก ระหว่างการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับอยู่การอาศัย ซึ่งอาจใช้เวลานานเกินกว่าหนี่งชั่วอายุคน

การตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร คือเป้าหมายสูงสุดของ มัสก์ ในการก่อตั้ง SpaceX โดยแผนแรกของบริษัท คือการส่งยานบรรทุกสิ่งของจำเป็นไปยังตำแหน่งซึ่งจะตั้งรกรากก่อน ตามด้วยการส่งมนุษย์เดินทางไปสมทบ ในปี 2026
(อ่านเพิ่มเติม มัสก์ เผยตั๋วไปดาวอังคาร SpaceX แค่ 6.6 ล้าน พร้อมรับมีความเสี่ยง)

ล่าสุด เจ้าตัวก็แสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ ว่าความเป็นไปได้สำหรับมนุษยชาติในการอพยพสู่ดาวอังคาร คือการเริ่มต้นจากการใช้ชีวิตในเรือนกระจก แล้วจึงค่อยหาวิธีปรับสภาพแวดล้อมที่นั่นให้ใกล้เคียงกับโลกต่อไป

ปัจจุบัน SpaceX อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ Starship ยานอวกาศแบบนำกลับมาใช้ซ้ำ ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารได้ถึง 100 คน และประสบความสำเร็จขั้นแรกในการทดลองส่งยานต้นแบบขึ้นสู่ระดับความสูง 500 ฟุต ไปเมื่อเดือนสิงหาคม

เครื่องยนต์ Raptor ของ Starship ยังออกแบบให้ใช้ออกซิเจนเหลว และมีเทนเป็นเชื้อเพลิง ต่างจากเครื่องยนต์ Merlin ของจรวด Falcon 9 เนื่องจาก มัสก์ มีแผนให้ทีมนักสำรวจซึ่งเดินทางไปถึงดาวอังคาร สามารถผลิตเชื้อเพลิงเหล่านี้ได้เองจากแร่ธาตุบนดาวอังคาร สำหรับการเดินทางกลับโลก หรือมุ่งหน้าไปยังปลายทางใหม่ๆ โดยดีไซน์สำหรับสถานีเชื้อเพลิงดังกล่าว ที่บริษัทฯ พัฒนาร่วมกับ Air Company ก็เพิ่งถูกเปิดเผยไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

พอล วูสเตอร์ วิศวกร สถานีเชื้อเพลิงดังกล่าว จะเป็นองค์ประกอบแรกๆของแผนบุกเบิกดาวอังคาร โดยในช่วงแรก ทีมสำรวจอาจต้องอาศัยบนยานเป็นหลัก ก่อนเริ่มสร้างที่พัก และอีโคซิสเต็ม เช่น ระบบช่วยในการดำรงชีวิต เรือนกระจก ฯลฯเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนเป็นลำดับต่อไป

เมื่อสถานะของผู้บุกเบิกเริ่มอยู่ตัวแล้ว จึงจะเข้าสู่แผนการสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารต่อไป โดยอาจเริ่มจากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่บรรทุกมาด้วย สู่ชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร เพื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับโลก เพื่อการอยู่อาศัยต่อไป

(อ่านเพิ่มเติม นักวิจัย NASA ชี้แผนเปลี่ยนดาวอังคารเป็นโลกของ มัสก์ ไม่เวิร์ค)

AHEAD TAKEAWAY

จากท่าทีของ มัสก์ แผนการเดินทางสู่ดาวอังคาร ดูจะเป็นเป้าหมายหลักที่เจ้าตัวตั้งใจไว้ และเคยให้สัมภาษณ์ว่ามีโอกาสไม่ต่ำกว่า 70% ที่ตนจะร่วมไปกับทริปนี้ด้วย แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้ร่วมออกเดินทางไป จะสามารถกลับมายังโลกได้อีกครั้งหรือไม่

“ความน่าจะเป็นที่คุณจะตายบนดาวอังคาร มีสูงกว่าโลกมาก มันก็เหมือนที่คนจำนวนมากเลือกไปไต่ภูเขา คุณรู้ไหมว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนั้น ทั้งที่บนเขาเอฟเวอเรสต์ มีคนตายอยู่ตลอดเวลา พวกเขาทำเพราะต้องการท้าทายบางสิ่งบางอย่าง”

เมื่อมีความเสี่ยงที่จะไม่รอดกลับมาสูง มัสก์ จึงไม่ได้เน้นโครงการนี้ในลักษณะการพาทัวร์อวกาศเพื่อทำกำไร แต่พยายามกดราคาตั๋วเดินทางให้ถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมาย อย่าง นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ หรือคนที่มีความต้องการไปบุกเบิก ดาวอังคาร จริงๆ เป็นหลัก ซึ่งก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าโครงการนี้ อาจจะไม่ลุล่วงในหนึ่งชั่วอายุคน อย่างที่เจ้าตัวว่าไว้ก็ได้

“แต่อย่างน้อย ถ้ามีมนุษย์จากอนาคตมาพบซากปรักหักพังที่เราสร้างไว้ที่นั่น พวกเขาคงจะประทับใจที่เห็นมนุษยชาติเดินทางมาไกลได้ขนาดนี้”

เรียบเรียงจาก

TERRAFORM MARS: ELON MUSK SAYS A MARS CITY OF ‘GLASS DOMES’ COMES FIRST

SPACEX MARS CITY: 4 STUNNING CONCEPT IMAGES SHOW PLANET’S FUEL STATION

Elon Musk: Ticket to Mars would cost about $200,000

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า