ทำไมผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งถึงมองว่า “ม็อบราษฎร”  ที่แกนหลักคือเด็กรุ่นใหม่…เป็น “ม็อบมุ้งมิ้ง” ทำอะไรก็ดูเหมือนเล่นไปซะหมด

ส่วน เด็กๆ… ก็มองผู้ใหญ่บางคนว่า ไม่ต่างจาก “ไดโนเสาร์”  ที่ไม่รู้จักปรับตัว และกำลังจะสูญพันธุ์

เป็นไปได้ไหมว่าจริงๆแล้ว มันมีอิทธิพลมาจาก  “ความแตกต่างของเกม ที่ทั้งสองฝ่ายเล่นและคุ้นเคย” ส่งผลให้พวกเขาคิดคนละแบบ พูดคนละเรื่อง และกำลังเล่นคนละเกม ซึ่งมีวิธีการที่ต่างกัน อย่างไม่รู้ตัว

บทความนี้ มุ่งไปที่การอธิบายว่า ม็อบเด็ก ของคนรุ่นใหม่มีพื้นฐานจากวิธีคิดแบบเกมออนไลน์ ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเกมประเภทนี้มีอิทธิพลในการเติบโตของเด็กรุ่นใหม่ มากกว่าคนรุ่นก่อนครับ

โลกทัศน์แบบ 8bit vs Open World

จาก ร็อกแมน มาริโอ คอนทร้า หรือ สตรีทไฟเตอร์ บรรพบุรุษของเกมในสมัยก่อนนั้น ส่วนใหญ่จะเดินเรื่องเป็นเส้นตรง ( Linear ) เริ่มเล่นจากง่ายไปยาก และต้องเล่นทีเดียวจบ เพราะเซฟไม่ได้ นำไปสู่ลักษณะการทำม็อบ ในแบบม้วนเดียวจบ

เปรียเทียบให้เห็นภาพ คือสมัยเด็ก ผู้ใหญ่หลายคนเคยไปข้างบ้านเพื่อน และเล่นเกมกันดึกดื่นข้ามคืน เพื่อเคลียร์ให้จบ แล้วค่อยเปลี่ยนไปเล่นเกมอื่นต่อ

ยังมีเรื่องของคอนโทรลเลอร์ (หรือที่คนยุคนั้นเรียกกันว่า “จอย” ของเครื่องคอนโซลยุคแรกๆ มีน้อย อาจจะแค่ 1 หรือ 2 อันต่อเครื่อง เราจึงเลือกให้คนที่เล่นเก่งที่สุดถือจอย ส่วนคนอื่นๆ นั่งดู นั่งลุ้น เป็นกองเชียร์ เป็นสายซัพ

บริบทจึงต่างจากเกมสมัยนี้ ที่ผู้เล่นทุกคนมีความสำคัญ และหลายเกมอนุญาตให้เด็กเลือกเล่นตามแนวทางของตัวเองได้ (open world) ผลที่ตามมา คือเด็กสามารถเล่นทั้ง 3 เกม ( สามข้อเรียกร้อง ) ได้ในเวลาเดียวกันอย่างไม่มีปัญหาอะไร

ที่สำคัญ พวกเขาไม่จำเป็นต้องค้างคืนเพื่อเล่นแบบม้วนเดียวจบ เหมือนที่ผู้ใหญ่หลายคนเคยทำตอนปิดเทอมในวัยเด็ก ตรงนี้ผมสังเกตจากตอนที่ม็อบเด็กเคยลองค้างคืนที่สนามหลวง ก่อนจะพบว่าไม่ใช่เกมที่เขาถนัด จึงเลือกไม่ทำอีก (ที่บอกได้ เพราะวันนั้นผมไปเปิดโรงแรมนอนแถวนั้นเพื่อสังเกตการณ์ด้วย)

เพราะรูปแบบการเล่นเกมที่พวกเขาโตมา อย่าง MMORPG (เกม RPG ที่เปิดให้ผู้เล่นจำนวนมากออนไลน์พร้อมกันในเซิร์ฟเวอร์) มีลักษณะเด่น คือการพัฒนาตัวเอง (เก็บประสบการณ์ และเลเวล) ไปเรื่อยๆ

แต่ไม่จำเป็นต้องเล่นในระดับที่ยากขึ้นทุกครั้ง ถ้าวันไหนรู้สึกขี้เกียจ อยากเล่นอะไรง่ายๆ เขาก็กลับมาเล่นเกมเบาๆ อย่าง ม็อบศิลปะที่สีลม หรือ MobFest เก็บเวลไปก่อน

พอเวลมากพอจะทำอะไรยากๆใหญ่ๆ ก็ค่อยเปลี่ยนไปส่งจดหมาย หรือไปสถานทูตเยอรมนี ด้วยเหตุนี้เองอาจทำให้

ผู้ใหญ่หลายคน ที่มองจากมุมมองเดิมๆ คิดจากความเข้าใจของตัวเองว่า… “ม็อบแผ่ว” (เริ่มอ่อนแรง) หรือ “ม็อบมุ้งมิ้ง” (ไม่จริงจัง)

แต่ในมุมของเด็กๆพวกนี้ เกมที่พวกเขาเล่น ไม่จำเป็นต้องยาก หรือชนะเด็ดขาดทุกครั้ง แค่ได้ค่าประสบการณ์ (EXP) ที่มากขึ้น พวกเขาก็ถือว่าตัวเองบรรลุเป้าหมายในวันนั้นแล้ว

เพราะมันช่วยเพิ่มค่าประสบการณ์ ให้พวกเขาเติบโตขึ้นจนใกล้พร้อมจะไปเคลียร์บอสใหญ่ หรือข้อเรียกร้องทั้ง 3 ได้ไปอีกก้าว

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม พวกเขากล้าประกาศชัยชนะเป็นครั้งๆ ทั้งตอนไปยื่นหนังสือ หรือ ฝังหมุดสำเร็จ

ต่างจากมุมของผู้ใหญ่ที่เกมของพวกเขาต้องจบให้เร็วที่สุด (เพราะเซฟไม่ได้) การจะชนะได้ คือต้องน็อคเท่านั้น..

ผู้ใหญ่ที่คุ้นเคยกับการเล่นเกมแบบของตัวเอง จึงงง ว่า..”แค่นี้ ถือว่าชนะตรงไหน ทำไมมุ้งมิ้ง”

บอสใหญ่ทั้งสาม

บอสใหญ่ทั้งสาม ที่เด็กๆเหล่านี้ต้องการเคลียร์คือ

1) นายกลาออก

2) ร่างรัฐธรรมนูญใหม่

3) ปฏิรูปสถาบัน

การที่พวกเขาจะเลือกไปตีบอสตัวไหน ก็ขึ้นกับว่าช่วงนั้น เลเวลของพวกเขา เหมาะจะไปตีบอสตัวไหน หรือช่วงเวลานั้นบอสตัวไหนที่ค่าพลังลดลง ซึ่งปัจจัยนี้ อาจขึ้นกับสถานการณ์ในบ้านเมือง เสียงตอบรับของสังคมและการตอบโต้ของบอสแต่ละตัว ที่เปิดจังหวะให้เด็กโจมตีต่างกัน

นั่นจึงทำให้ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อมีการประชุมรับร่าง สสร พวกเขาจึงเน้นบุกเข้าใส่บอสตัวที่ 2 เยอะกว่าตัวอื่น เพราะหลายปัจจัยเอื้อให้โจมตี

ซึ่งถ้ามองผ่านเลนส์เดิมๆของผู้ใหญ่ ก็จะพากันคิดไปว่า เด็กๆใน “ม็อบมุ้งมิ้ง” สะเปะสะปะ ไม่มีเอกภาพ

ขณะที่ฐานความคิดของเด็กกลุ่มนี้ มาจากการเล่นเกมแข่งกับคนด้วยกัน ที่ไม่ได้แข่งกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีรูปแบบที่คาดเดาได้ หรือสามารถเปิดดูเฉลยจากหนังสือเกมได้เหมือนที่ผู้ใหญ่ยุค 8bit คุ้นเคย

ทุกคนมีบทบาทของตัวเอง

สุดท้าย ประเด็นสำคัญที่สุด คือมุมมองเรื่อง ใครอยู่เบื้องหลัง VS ทุกคนเป็นแกนนำ

อย่างที่ผมได้กล่าวถึงไปในตอนต้นว่า เกมยุค 8bit นั้นมีจอยน้อย จึงให้คนที่เล่นเก่งสุดมาเป็นคนนำเล่น และที่เหลือรับบทสายซัพนั่งลุ้น

แต่เกมสมัยใหม่ไม่เป็นอย่างนั้น ยิ่งในยุคที่สมาร์ทโฟนคืออวัยวะชิ้นที่ 33 บทบาทของผู้เล่นแต่ละคนจึงกระจายกันออกไปตามสถานการณ์

เช่นเดียวกับการตั้งม็อบ ที่ใครก็สามารถเป็นแกนนำได้ ยกตัวอย่างเช่น วันหนึ่งเด็กชาย A อาจเป็นคนเปิดตี้ เป็นเจ้าภาพเป็นแกนนำชวนเด็กคนอื่นๆ มาเล่นด้วย

ขณะที่วันต่อไป เด็กชาย A อาจไม่เปิดตี้เอง แต่ย้ายไปเล่นในตี้ของเด็กหญิง B เท่ากับวันนี้บทบาทของ เด็กชาย A จะเปลี่ยนไป ไม่ใช่แกนนำแล้วนั่นเอง

(ตรงนี้ทำให้การนัดไม่จำเป็นต้องเป็นที่เดียวเท่านั้น เพราะจะไปเปิดตี้ที่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าที่ไหนเก็บ EXP ได้มากกว่า)

บางวันเราถึงเห็นรุ้ง เห็นไมค์ มาเดินเล่นในม็อบ แต่ไม่ได้ขึ้นปราศรัย เพราะพวกเขาเข้าใจบทบาทของตัวเองในวันนั้น ซึ่งการรู้จักสลับบทบาทนั้น อาจได้รับอิทธิพลมาจากเกมในยุคออนไลน์ ที่ผู้เล่นสามารถเลือกคาแรคเตอร์ของตัวเองได้ เช่นบางวันอยากบู๊ อาจเป็นตัวแทงค์ บางวันอาจอยากเป็นนักเวทย์ หรือบางวัน อาจอยากเป็นพระ (หมอ) ช่วยฮีล ช่วยเป็นกองหนุน ซึ่งตรงนี้แม้แต่บอร์ดเกมใหม่ๆ ที่เด็กๆนิยม เล่นก็ยังมีบทบาทสมมติให้เลือก

ผิดกับวิดีโอเกมยุคก่อน หรือแม้แต่หมากรุกที่เป็นบรรพบุรุษของ “เกม” ซึ่งตัวละคร (หรือหมาก) แต่ละแบบ มีสถานะตายตัว และถูกกำหนดโดยคนเพียงคนเดียว (คนถือจอยในยุค 8bit หรือเซียนหมากรุกหลังกระดาน)

คนละกลุ่ม ร่วมมือกันได้ ถ้าเป้าหมายเดียวกัน

นอกจากนี้ การรวมตัวกันในระบบกิลด์แบบ MMO ยังเปิดโอกาสให้กลุ่มต่างๆ ร่วมมือกันได้ หากจุดประสงค์ตรงกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กๆเหล่านี้ จะเป็นพวกเดียวกัน เห็นเหมือนกันหมดเสมอไป

พวกเขาอาจแยกย้ายกันไปทำเควสท์ของตัวเองได้ ถ้ามีจุดมุ่งหมายย่อยที่ต่างกัน หรือสถานการณ์เปลี่ยนไป ทำให้เราเห็นการร่วมกันของ กลุ่มหรือกิลด์ต่างๆ อย่าง เยาวชนปลดแอก, ธรรมศาสตร์และการชุมนุม, ดาวดิน, นักเรียนเลว, เสื้อแดง, การ์ดอาชีวะ, การ์ด VEVO หรือ มหานครเพื่อประชาธิปไตย ฯลฯ มาทำเควสท์ใหญ่ร่วมกัน

แต่ถ้าโอกาสอำนวย เราก็จะเห็นกิลด์ นักเรียนเลว แยกไปทำเควสท์ที่เป็นเรื่องเฉพาะทางของพวกเขาเอง อย่าง ปฏิรูปการศึกษา ยกเลิกทรงผม และเครื่องแบบนักเรียน ฯลฯ

ตกลงผู้ใหญ่ควรทำไงดี?

สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราควรทำ คือพยายามทำความเข้าใจเด็กรุ่นใหม่ หาจุดอ่อนจุดแข็ง เพื่อช่วยแนะนำ และพัฒนาจุดแข็งของพวกเขาที่คนรุ่นเราไม่มี

รวมถึงเตือนให้พวกเขาระวังจุดอ่อนบางอย่างของคนรุ่นเขา ที่พวกเราอาจสังเกตเห็นได้เร็วกว่า เพื่อให้ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ที่พวกเขาเหล่านี้จะก้าวเข้ามาเป็นกำลังสำคัญใน Workforce ขององค์กรต่างๆ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถ ในแบบที่เราไม่เคยมีมาก่อน

ผมว่ามันโคตรจะน่าตื่นเต้นเลย

ทำไม เราต้องมาเล่นเกมด้วยวิธีคิดที่หมดยุคไปนานแล้ว ด้วยการมองว่าต้องเดินหน้าเป็นเส้นตรงเท่านั้น และชัยชนะส่วนใหญ่ มีเพียงวิธีเดียว คือกำจัดอีกฝ่ายให้หมดไป

เหมือนล่าสุด ที่รัฐสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ตั้งกำลัง ปักป้าย วางตู้คอนเทนเนอร์ และลวดหนาม ที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ขณะที่เด็กๆ มองว่า มีวิธีมากมาย ไม่ต้องเป็นเส้นตรงก็ได้ ถ้าไม่ให้ไปเก็บเวลที่นั่น พวกเขาก็พร้อมย้ายไปเป้าหมายอื่น (SCB) ก็ยังเก็บเวลได้เหมือนกัน

แถมยังเป็นเรื่องดีซะอีก ที่เลี่ยงการถูกทำดาเมจได้

ให้อนาคตอยู่ในมือคนที่ใช้ชีวิตในอนาคต

สุดท้าย ต้องไม่ลืมนะครับว่า เด็กๆสามารถเล่นเกมเกมนึงได้เป็นปีๆ หรือหลายปี โดยสามารถทำอย่างอื่น ใช้ชีวิตของเขาไปด้วยได้ตามปกติ

แต่ผู้ใหญ่อย่างเรายังยึดติดกับ mindset เดิม เล่นคือเล่น ต้องตะลุยเล่นให้จบตอนปิดเทอม อดหลับอดนอนไม่เป็นอันต้องทำอย่างอื่น

นั่นจึงเป็นข้อสังเกตว่า ทำไมตั้งแต่ม็อบมา ศบค. และคุณหมอทวีศิลป์ ถึงหายไป

นั่นเพราะผู้ใหญ่เล่นหลายเกมพร้อมกันไม่ได้ใช่ไหม

ถ้าวันนี้ ผู้ใหญ่บางคน ยังยึดติดกับความคุ้นชินเดิมๆ อย่าง คอนทร้า มาริโอ ขณะที่ทั่วโลก E-Sport กำลังเติบโตอย่างมหาศาล

อาจถึงเวลาที่คนรุ่นเก่าต้องวางจอย เลิกเล่นเกมที่ไม่มีใครอยากเล่นด้วยต่อไปซักที

หรืออย่างน้อย ถ้าคุณยังอยากเล่น ก็เล่นของพวกคุณไป แต่กรุณาอย่าเอา แท่งปูนแบริเออร์ ตู้คอนเทนเนอร์ หรือลวดหนามมาขวาง ไม่ให้ให้คนรุ่นใหม่ได้เล่นเกมของพวกเขา ซึ่งเป็นเกมที่คนทั่วโลกปกติ เขาเล่นกันซักทีเถอะครับ 🙏🙏🙏

========

ปล. แม้ผมจะเป็นคนเรียบเรียงบทความนี้ แต่ไอเดียตั้งต้นส่วนใหญ่มาจาก “พี่ปืน” อินทเดช พิทักษ์สรยุทธ อดีตผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทเอเชียซอฟท์ บริษัทเกมชื่อดังของเมืองไทยครับ

ปล.2 ภาพประกอบตัวละครจากเกม Final Fantasty XIV ของ Square Enix บน Playstation 4 และ Rygar ของ Tecmo บนเครื่อง Famicom

อ่านเพิ่มเติม

10 วิธีการสร้างนวัตกรรมง่ายๆ แบบ AHEAD ASIA

จากบล็อกเชนถึงวัฒนธรรมป๊อป : ชวนผู้ใหญ่เข้าใจม็อบของ Touchscreen Native

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า