เรามักติดภาพว่าสตาร์ทอัพเป็นเรื่องของคนหนุ่มสาว เพราะเป็นกลุ่มคนที่กระตือรือล้น พร้อมเรียนรู้จากความผิดพลาด และโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า “อายุ” จะเป็นเหตุผลให้คุณล้มแผนทำสตาร์ทอัพ เหมือนที่ แกรี โฮเบอร์แมน เคยได้รับฟีดแบ็กจาก VC ในช่วงเริ่มตั้งบริษัท เมื่อสามปีก่อน ว่าเขา “แก่เกินไป”

เพราะทุกวันนี้ Unqork คือหนึ่งในสตาร์ทอัพ ที่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยผลพวงจากโควิด-19 จนมีมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ (กว่า 6 หมื่นล้านบาท) ไปแล้ว

แก่เกินไป!?!

สามปีที่แล้ว แกรี ในวัย 45 ปี ลาออกจากตำแหน่งซีไอโอ (Chief Information Officer) ของ MetLife เพื่อก่อตั้งสตาร์ทอัพของตัวเอง ในชื่อ Unqork

ปัญหาใหญ่ที่สุดของเจ้าตัว คือในช่วงแรกนั้น แทบจะไม่มีนักลงทุนรายไหน สนใจจะให้เงินสนับสนุนเลย

เหตุผลอันดับหนึ่งที่เขาจำขึ้นใจถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่เรื่องโซลูชั่นที่นำเสนอไม่ตอบโจทย์ แต่ VC หลายราย มองว่า แกรี ในวัย 45 “แก่เกินไป” ที่จะมาทำสตาร์ทอัพ!?!

ถัดมาคือนักลงทุนกลุ่มนั้น มองว่าบริการของ Unqork ที่ต้องขายซอฟต์แวร์ให้องค์กรใหญ่ ไม่ใช่เรื่องง่าย

No-Code บริการที่ดีกว่า ถูกกว่า

ตัดภาพกลับมา ณ ปัจจุบัน แกรี แสดงให้ VC เหล่านั้นเห็นแล้วว่าวิสัยทัศน์ของตัวเองถูกต้อง

แล้วตกลง โซลูชั่นที่เขานำเสนอ คืออะไรกันแน่?

Unqork เป็นสตาร์ทอัพในกลุ่ม ‘no-code’ ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

รูปแบบบริการ คือคลาวด์แพลตฟอร์มสร้างแอปพลิเคชั่นสำหรับองค์กร โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ด้านการเขียนโค้ด

บนแพลตฟอร์ม จะมีชุดคุณสมบัติประเภทต่างๆ สร้างเตรียมไว้ให้เลือก ที่ลูกค้าองค์กรต้องทำ คือแค่ลากลงมาประกอบบนเฟรมเวิร์คที่เตรียมไว้ให้

ด้วยวิธีนี้ องค์กรก็สามารถมีแอปพลิเคชั่น/ซอฟต์แวร์คุณภาพสูงไว้ใช้งาน ในราคาถูกกว่าจ้างทีมนักพัฒนาเพื่อเริ่มต้นจากศูนย์

นอกจากจะไม่แก่เกินไปแล้ว วิสัยทัศน์รวมถึงคอนเนกชั่นสมัยเป็นซีไอโอให้กับ MetLife บริษัทประกัน ที่มีฐานลูกค้ากว่า 90 ล้านคนทั่วโลก ทำให้ แกรี สามารถขายบริการนี้ให้ลูกค้าในกลุ่มสถาบันการเงิน กับบริษัทบริหารสินทรัพย์และตลาดทุน

และปัจจุบัน ก็เริ่มขยายไปถึงอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ และหน่วยงานรัฐแล้ว

แกรี อธิบายว่าบริการของบริษัทฯ ไม่ใช่การ disrupt ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ขององค์กร แต่เป็นการเข้ามาดูแลเรื่องพื้นฐานให้ เพื่อที่นักพัฒนาขององค์กรจะได้ไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า

ความสำเร็จของ Uniqork ยังมาจากคุณภาพที่พิสูจน์แล้วว่าดีกว่า และถูกกว่า เมื่อเทียบกับการที่องค์กรจ้างนักพัฒนาให้เขียนโค้ดสำหรับแอปพลิเคชั่นตั้งแต่ต้น

ถึงขนาดที่ เจมส์ แม็คเกลนอน ซีไอโอของ Liberty Mutual ลูกค้ารายแรกๆของ Unqork ยอมรับว่าบริการของ แกรี “ช่วยให้งานเร็วขึ้นสามเท่า ในราคาที่ถูกลงสามเท่า”

วิกฤตที่กลายเป็นโอกาส

ในงานคอนเฟอเรนซ์ Web Summit 2020 ที่จัดแบบออนไลน์ ระหว่าง 2-4 ธันวาคม แกรี ก็มีโอกาสพูดถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของบริษัทฯ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ Hitting a US$2bn Valuation During the Pandemic (ซึ่งทีมงาน AHEAD ASIA ได้รับอนุญาตจากผู้จัดให้เข้าชมด้วย)

ที่จริง Uniqork นั้นโตขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงปี 2019 แล้ว แต่แทนที่จะสะดุด เพราะการระบาดของโควิดในสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา กลายเป็นว่าวิกฤตนี้ยิ่งดันให้บริษัทฯ มีรายได้และเติบโตขึ้นกว่าเดิม

แกรี เล่าว่าที่จริงแล้ว เขากับทีมงานไม่ได้ทำอะไรมาก เพราะคนที่ทำงานหนักจริงๆ คือบรรดาลูกค้าที่มาใช้บริการต่างหาก เพราะการล็อคดาวน์นั้นบีบให้องค์กรต่างๆ ต้องพยายามหาโซลูชั่น เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อ

ขณะที่ Uniqork ทำหน้าที่มอบ “เครื่องมือ” เพื่อข่วยให้องค์กรต่างๆ นำเสนอวิธีแก้ปัญหาได้สะดวกขึ้น ซึ่งมีทั้ง บริการเดลิเวอรี การปล่อยเงินกู้ ไปจนถึงการลงทะเบียนในโรงพยาบาล ฯลฯ

อนาคตที่รออยู่

เจสัน หว่อง นักวิเคราะห์จาก Gartner มองว่าในสามปีจากนี้ เกินกว่าครึ่งขององค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ จะหันมาใช้บริการแพลตฟอร์ม no-code และ low-code (แนวทางคล้ายกัน แต่อาจเสริมโค้ดที่เขียนขึ้นเฉพาะจากฝั่งผู้ใช้งานด้วย)

ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจคลาวด์ และ SaaS อย่าง Microsoft และ Salesforce ก็มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากเทรนด์นี้ และเตรียมลงมาแชร์ตลาดกับสตาร์ทอัพสายนี้เช่นกัน

ซึ่งนั่นก็ยิ่งตอกย้ำว่าวิสัยทัศน์ของ แกรี ในเรื่องนี้นั้นถูกต้อง เช่นเดียวกับอายุที่ไม่ใช่อุปสรรคของการทำสตาร์ทอัพ

เพราะท้ายที่สุด มันขึ้นกับว่าโซลูชั่นที่คุณนำเสนอนั้น ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้หรือไม่มากกว่า

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า