Exoskeleton

ก้าวถัดไปของ แอสไตรด์ ไบโอนิค สตาร์ทอัพไทยสาย Exoskeleton

ภาพจำของ Exoskeleton สำหรับหลายคน คือชุดเกราะพิเศษ ที่ช่วยให้มนุษย์ธรรมดา มีพลังมหาศาลแบบซูเปอร์ฮีโร่ ใน Ironman หรืออาวุธสงครามในภาพยนตร์ไซไฟอย่าง District 9

แต่จริง ๆ แล้ว Exoskeleton ก็คือเครื่องมือประเภทหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็น “เครื่องทุ่นแรง” เหมือนกับเทคโนโลยีอื่น ๆ

และอีกเรื่องที่น่าสนใจ แต่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ เทคโนโลยีนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะถูกผลิตให้ใช้งานได้จริง ในราคาที่จับต้องได้ โดยฝีมือสตาร์ทอัพของคนไทย 100% แอสไตรด์ ไบโอนิค (Astride Bionix)

หลังผลักดันให้เก้าอี้พกพา Lex เป็นโปรเจกต์ Exoskeleton ที่ระดมทุนได้สูงสุดบน Kickstarter เมื่อสองปีก่อน แอสไตรด์ ไบโอนิค กลับมาอีกครั้ง ด้วย Enyware อุปกรณ์เสริมสำหรับเก้าอี้ เพื่อป้องกันอาการปวดหลังจาก office syndrome

ทีมงาน AHEAD ASIA ถือโอกาสนี้ เดินทางไปพูดคุยกับคุณโอ๊ต กฤตนัย สัจจพงษ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ถึงก้าวถัดไปของบริษัทฯ และอนาคตที่ปลายทางเครื่องจักรกับมนุษย์ ต้องอยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว

Exoskeleton 101

จริงๆ มันคือรูปแบบหนึ่งของอุปกรณ์สวมใส่ เหมือนเสื้อผ้านั่นละครับ แต่มีหน้าที่ช่วยผ่อนแรงในการทำงาน คนส่วนใหญ่น่าจะเคยเห็นเทคโนโลยีนี้มาบ้าง ในหนัง Ironman แต่เรายังไปไม่ถึงขั้นนั้น ณ วันนี้ มันอาจจะมีหน้าตาเหมือนอุปกรณ์สวมแขนที่พอใส่แล้ว ช่วยให้เรายกของหนัก ๆ ได้ โดยใช้แรงน้อยลง

แรงบันดาลใจจากอนิเมะ

ผมได้แรงบันดาลใจจากอนิเมะญี่ปุ่น ตั้งแต่เด็ก เราก็ชอบพวกหุ่นยนต์อะไรแบบนี้อยู่แล้ว เลยเลือกเรียนมาทางสายวิศวกรรม และเริ่มศึกษาเริ่มทำพวกนี้ตั้งแต่ตอนเรียนปีหนึ่ง พอเรียนจบ เราก็ได้เจอกับคนที่มีความคิดคล้ายกัน ก็มาคุยกันว่า เออ มาทำให้มันเป็นจริงดีกว่า ก็เลยก่อตั้ง แอสไตรด์ ไบโอนิค ขึ้นมา

แต่มันคงไม่ได้ไปไกลขนาดเป็น กันดั้ม (หัวเราะ) เราก็เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยเหลือผู้คนได้ก่อน

ก้าวแรก ก้าวด้วย Lex

ไอเดียของ Lex มาจากตอนผมไปเรียนที่ญี่ปุ่น แล้วสังคมที่นั่น เป็นสังคมเข้าแถว ไม่มีที่นั่ง ไปอีเวนท์ไหน ก็ยืนตลอด ผมเลยคิดว่ามันน่าจะมีอุปกรณ์ช่วย ให้เรานั่งที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องมีเก้าอี้

เราก็ลองไปหาข้อมูลดูว่าในต่างประเทศ เค้ามีโปรดักต์แบบนี้ไหม แล้วก็ลองเช็คดูว่าตรงไหนต้องแก้ไข ระหว่างนี้ ก็ต้องตรวจเรื่องสิทธิบัตร เรื่องงานวิจัยด้วย เพราะการทำสตาร์ทอัพ ไอเดียส่วนใหญ่ มันก็จะมีคนที่คิดกันมาแล้ว เพียงแต่ว่าคนที่คิดได้ก่อน เค้าคิดสุดแล้วรึยัง

ยุคนี้การทำตัวต้นแบบมันง่ายขึ้น เพราะมีเครื่องพิมพ์ 3 มิติมาช่วย ให้เราทดสอบกลไกดูก่อนว่าใช้งานได้จริงรึเปล่า ตรงนี้กว่าจะเป็นตัวที่ใช้งานได้จริง ก็ผ่านการทดสอบมาประมาณ 6-7 เวอร์ชั่น พอมั่นใจแล้ว เราก็นำขึ้น Kickstarter เลย

exo ที่คนจับต้องได้

ข้อมูลเพิ่มเติม : Lex เป็นโปรเจกต์ Exo ที่ระดมทุนได้สูงสุดบน Kickstarter (143,192 ดอลลาร์ หรือเกือบสามเท่าของเป้าหมาย 50,000 ดอลลาร์)

ตรงนี้ก็เป็นอีกมุมที่เรามองเห็น เพราะ Exoskeleton ที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรม หรือในงานวิจัย เป็นแบบ active ราคาเป็นล้าน คนทั่วไปก็เข้าไม่ถึง แต่ของเราราคาแค่หลักหมื่น

ที่เราทำ คือออกแบบให้ฟังก์ชั่นของมันใช้งานเฉพาะจุดที่เราต้องการ แล้วก็ตัดเรื่องไฟฟ้า มอเตอร์ ไฮดรอลิค ออก เปลี่ยนมาใช้อะไรง่ายๆ เช่น สปริง กลไก ให้มันเป็นเครื่องทุ่นแรงแบบ passive แทน

จริง ๆ ในความรู้สึกของผม ผลตอบรับที่ออกมาก็ถือว่าดีในระดับหนึ่ง คือมีคนคิดว่ามันน่าสนใจ แต่ในวงกว้าง ผมก็ยังรู้สึกว่ามันน้อยไปนิดนึง อาจจะเพราะมันยังไม่ตอบโจทย์คนจำนวนมาก

ส่วนหนึ่ง ผมว่าเพราะเวลาสวมใส่แล้วมันจะเด่นมาก แต่ที่ตลาดญี่ปุ่น เราไปได้ เพราะที่นั่นเค้าไม่ค่อยแคร์สายตาคนอื่นเท่าไหร่ แล้วก็มีคนเอาไปใช้ตอนถ่ายรูป ตอนเดินป่าอะไรแบบนี้ก็มี

Enyware ก้าวที่สอง จาก pain point ของคนทำงาน

หลังจาก Lex วางตลาด เราก็มีโอกาสคุยกับตัวแทนของโรงงานอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่น ก็เจอกับ pain point ที่คนทำงานต้องก้มๆ เงยๆ เขาก็ถามมาว่าเราพอจะช่วยอะไรตรงนี้ได้ไหม ก็เลยมีการพัฒนา exo เพื่อช่วยในการเอื้อมหรือยืดแขน แต่พอเกิดโควิด โรงงานเหล่านี้ต้องหยุด โปรเจกต์นี้ ก็เลยต้องหยุดตาม

เราเลยมานั่งคิดกันว่า จะทำอะไรได้บ้างในช่วงล็อคดาวน์ ก็เห็นว่าคนต้องนั่งติดโต๊ะมากขึ้น แล้วก็มีปัญหาปวดหลังกัน

หลักการของ Enyware เราก็ไปปรึกษาหมอกายภาพ ขอคำแนะนำเรื่องการจัดท่าทางคนที่ปวดหลังจากการนั่ง เราก็เอาตรงนั้นมาสร้างเป็นเครื่องมือ ใส่แรงเข้าไปเพื่อจัดท่านั่งตามที่หมอกายภาพสาธิตให้ดู

ตรงนี้ เราก็ลองเอาไปทดสอบที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาด้วย ติดเซนเซอร์ที่กล้ามเนื้อของผู้ใช้งาน แล้วก็เห็นผลว่าเครื่องมือของเราลดการทำงานของกล้ามเนื้อได้ประมาณ 50% แต่ตรงนี้ ก็ยังถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ไม่ได้นะครับ เพราะถ้าจะไปถึงตรงนั้น ต้องมีการวิจัยและข้อมูลที่มากกว่านี้

ดีไซน์ในตอนแรก เราก็ออกแบบให้มันติดตัวได้ แต่คนที่ใช้งาน เค้าก็เสนอว่าอยากใช้เป็น add-on เฉพาะตอนนั่งมากกว่า เราก็ออกแบบใหม่ให้มันสามารถถอดเข้าออกได้ง่าย

โอกาสและความคาดหวัง

ใน Kickstarter เราก็ทำฟันดิ้งได้ตามเป้าแล้ว (ประมาณ 170,000 ดอลลาร์ จากเป้า 70,000 ดอลลาร์) เหลือแค่รอจบกระบวนการ ก็จะเริ่มการผลิตได้ทันที เพราะตอนนี้เราก็ส่งข้อมูลไปให้กับโรงงานที่จีนแล้ว

ผมมองว่าตัวนี้ น่าจะไปได้ไกลกว่า Lex เพราะอาการปวดหลังเป็นปัญหาของคนที่นั่งทำงานนาน ๆ อยู่แล้ว

หรือแม้แต่ตลาดเกมมิ่ง ผมก็มองว่าเป็นไปได้ ช่องทางอื่นๆ ก็มีบริษัทที่เคยซื้อ Lex จากเราไป ติดต่อมาว่าสนใจตัวนี้เหมือนกัน แล้วก็มีบริษัทในไทยติดต่อมาขอทดสอบ เพื่อดูว่าใช้งานได้จริงรึเปล่า

อนาคตของ Exo

มันมีความเป็นไปได้ที่ active exo จะถูกนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันครับ เพราะโลกเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว

แต่เราต้องก้าวข้ามความท้าทายเรื่องแบตเตอรี่ให้ได้ก่อน เพราะน้ำหนักคือปัญหาใหญ่เลย สมมติเราจะให้คนใส่ทั้งวัน ตอนทำงานเค้าก็เหนื่อยแล้ว ยังต้องมาแบกน้ำหนักของชุดอีก มันคงไม่ใช่

แล้วก็ยังมีเรื่องของมอเตอร์ ที่ต้องทำให้เบาและทรงพลังมากพอ

บางที อาจจะต้องพบกันครึ่งทางระหว่าง active กับ passive คือให้ตัว active ช่วยเรื่องความแม่นยำให้เราขยับตัวตามท่าทางที่ต้องการได้ง่ายขึ้น แต่ก็ยังต้องใช้แรงจากตัวเราเองด้วย เพื่อจะได้ลดการใช้งานมอเตอร์ การใช้งานแบตเตอรี่

ส่วนปลายทางจริง ๆ ผมว่ามันจะเหมือนเสื้อผ้า ที่เราสวมทั่ว ๆ ไป แต่ภายในอาจจะมีเอ็นหรือลวดที่ช่วยในการดึง เพื่อเสริมแรงให้เรา ถ้าไปถึงจุดนั้นได้ คนก็จะกล้าสวมใส่

ปลายทางที่หุ่นยนต์กับมนุษย์อยู่ร่วมกัน

อีกเรื่องก็คือ โรโบติกส์ ที่จริง ๆ ก็เป็นศาสตร์เดียวกับ exo ครับ ในหลายกรณี มันก็เกิดขึ้นแล้วด้วย อย่างแขนขาเทียม ในปัจจุบัน ที่เชื่อมต่อกับระบบประสาทให้ทำงานตามคำสั่งสมองได้ แต่ก็ยังติดขัดในเรื่องราคาที่แพงอยู่

พอถึงวันนึงที่เครื่องจักร หรือ AI ทำงานหลายอย่างได้แทนเราจริง ๆ มนุษย์ก็ต้องปรับตัวไปอยู่ในจุดของการสร้างสรรค์มากขึ้น

อนาคต เราอาจจะเป็นคนออกไอเดีย และให้ AI เป็นคนหาข้อมูล หรือประมวลผลว่าไอเดียของเรามีความเป็นไปได้แค่ไหน เพราะถึงพวกนี้จะเก่งกว่าเราในหลาย ๆ ด้าน แต่ผมก็ยังเชื่อนะครับว่า มนุษย์เรายังมีความโรแมนติก มีความคิดที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่จะชดเชยตรงนั้นได้อยู่

AHEAD TAKEAWAY

  • Exoskeleton เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 แล้ว โดย นิโคลัส ยาจ์น วิศวกรชาวรัสเซีย เป็นรายแรก ๆ ที่พัฒนาอุปกรณ์ช่วยในการเดิน โดยอาศัยพลังงานจากก๊าซที่เก็บไว้ในถุง เพื่อช่วยในการเคลื่อนไหว แต่ก็ยังมีลักษณะเป็น passive คืออาศัยแรงของผู้สวมใส่เป็นหลัก
  • ขณะที่ชุดเสริมพลัง (powered exoskeleton) ที่ใช้ไฮดรอลิค และพลังงานไฟฟ้า ที่ถูกสร้างขึ้นแบบเป็นรูปธรรม เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1960 โดยความร่วมมือระหว่าง General Electric และกองทัพสหรัฐฯ ในชื่อ Hardiman ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่ยกของน้ำหนัก 110 กิโลกรัม ด้วยการออกแรงเท่ากับยกน้ำหนัก 5 กิโลกรัม
  • บริษัทวิจัย ABI Research ประเมินว่าภายในปี 2030 มูลค่าของอุตสาหกรรม exo จะสูงกว่า 11,500 ล้านดอลลาร์ และราว 50% จะเกิดขึ้นจากชุดเสริมพลัง สำหรับใช้งานในอุตสาหกรรมหนัก
  • ปัจจุบัน ผู้เล่นรายใหญ่ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ อย่าง Hyunda, Ford และ General Motors ก็พัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ ตามแนวคิด exo เช่นกัน ทั้งในเชิงการแพทย์ (ช่วยเหลือผู้พิการให้กลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนทั่วไป) และในการทำงาน (Ford เผยว่าพนักงานในโรงงานที่สหรัฐฯ 15 แห่ง ซึ่งต้องทำงานในลักษณะซ้ำ ๆ ได้รับการสนับสนุนชุด exo ช่วยผ่อนแรง ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Ekso Bionics)

อ้างอิง

LEX: Bionic Chair that Enhance Posture, Comfort & Life!

Enyware : The Smart Seat that Transforms Posture & Habit

Exoskeleton Suits Turn Car Factory Workers Into Human Robots

1890 – Assisted-walking Device – Nicholas Yagn (Russian)

Do You Even Lift, Bro? Hardiman Was GE’s Muscular Take On The Human-Machine Interface

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
15
Shares
Previous Article
นูทานิคซ์

ซีเนียร์ คอม จับมือ นูทานิคซ์ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้ภาคอุตสาหกรรมการเงิน

Next Article
ย่านนวัตกรรมไซเบอร์เทค

เอ็นไอเอ จับมือ ทรูฯ ดันปุณณวิถีสู่ “ย่านนวัตกรรมไซเบอร์เทค”

Related Posts