หนึ่งในเทรนด์ธุรกิจ ที่มีการเติบโตมากที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา คือแพลตฟอร์มสร้างแอปพลิเคชั่นในกลุ่ม low-code ซึ่งเป็นผลจากการที่หลายอุตสาหกรรมต้องปรับตัวมาใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น

Low-code คืออะไร? อธิบายให้กระชับที่สุด คือการพัฒนาซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชั่น โดยเขียนโค้ดขึ้นใหม่ให้น้อยที่สุด เพื่อให้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

เหตุผลคือ บนแพลตฟอร์มเหล่านี้ จะมีเครื่องมือสร้างแอปพลิเคชั่น ประเภทต่าง ๆ ที่ถูกเตรียมไว้แล้ว (pre-built) ให้นักพัฒนาหยิบมาใช้งานได้ทันที ด้วยวิธีการแบบลากและวาง (drag-and-drop) แทนที่จะต้องเริ่มจากศูนย์ด้วยการเขียนโค้ดใหม่ขึ้นมาเอง

ความง่ายและรวดเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานนี่เอง ทำให้บริษัทวิจัย Gartner ประเมินว่า ภายในปี 2024 นี่คือแนวคิดที่จะอยู่เบื้องหลังการพัฒนาซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่นทั่วโลก มากกว่า 65%

เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนวันนั้นจะมาถึง ทีมงาน AHEAD ASIA อยากชวนคุณมาทำความรู้จักแนวคิดนี้ให้ดีขึ้น ผ่านการพูดคุยกับ มร. มาร์ค วีเซอร์ รองประธาน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และคุณเอกรัฐ งานดี ผู้จัดการประจำประเทศไทยและเวียดนามของ เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ผู้นำระดับโลกด้านแพลตฟอร์มโมเดิร์นแอปพลิเคชั่น

“คนไทยใช้แอปพลิเคชั่นมากเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก แต่พัฒนาเองได้น้อย”

จากสถิติ ประเทศไทยเป็นชาติที่มีปริมาณการใช้งาน โมบายล์แอปพลิเคชั่น มากติดอันดับต้น ๆ ของโลก และก็มีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายด้วย แต่การ adoption หรือการสร้างแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ โดยคนไทย เพื่อไปซัพพอร์ตตลาด ปรากฎว่าต่ำกว่าเพื่อนบ้านเยอะมาก คือ 19% (เทียบตามแผงผัง จะเห็นว่า สิงคโปร์ กับ อินโดนีเซีย มีอัตราสูงถึง 63% และ 86% ตามลำดับ)

“ผมลองเช็กข้อมูลปีล่าสุด พบว่าแอปพลิเคชั่นจากคนไทย ที่ส่งเข้าไปใน Google Playstore มีแค่ 9 พันกว่าแอป ยังไม่ถึง 1% ของจำนวนแอปเกิดใหม่ในสโตร์เมื่อปีที่แล้ว 2 ล้านกว่าแอปเลย ทั้งที่คนไทยมีสถิติการใช้งานสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก”

ความท้าทายสำคัญ 5 ข้อ

เหตุผลหลักที่ทำให้การพัฒนาแอปพลิเคชั่นในบ้านเรา เป็นไปได้ช้า เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ตัวแทนของ OutSystems มองว่าเกิดจากความท้าทายสำคัญ 5 ข้อด้วยกัน

“อย่างแรกคือ ความเคยชินในระบบเดิมที่สร้างมานานแล้ว และเปลี่ยนแปลงได้ยาก (legacy systems that hard to change) ถัดมาคือ ปริมาณงานในปัจจุบันที่เยอะกว่าคน (growing projects)”

“ผมเคยคุยกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง เขาเล่าให้ฟังว่าถ้าจะสร้างโปรเจกต์อะไรขึ้นมา ไม่ใช่ว่าจะทำได้เลย ต้องไปต่อคิวรอนานหกเดือนถึงหนึ่งปี เพราะจำนวนงานที่มีเยอะกว่าคนที่สามารถพัฒนาได้ ส่วนหนึ่ง เพราะเด็กใหม่ ๆ ที่จบเป็นเดเวลอปเปอร์มา ก็จะหันไปทำสตาร์ทอัพกัน ส่วนคนที่เลือกมาทำงานตามระบบในองค์กร ก็มีปริมาณไม่พอ”

“ทั้งที่ ถ้าเราลองไปเสิร์ชหาตำแหน่งงานนี้ในเว็บไซต์ จะเห็นว่าบริษัทต้องการคนที่มีทักษะด้านนี้เป็นพัน ๆ ตำแหน่ง คือต่อให้ช่วงโควิด มีคนตกงานกันเยอะ แต่สายอาชีพนี้ก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่มาก”

“เรื่องที่สาม คือ data silo ทุกวันนี้แต่ละหน่วยงานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นมาร์เก็ตติ้ง ซัพพลาย แอคเคาท์ ฯลฯ ทุกคนจะมีเดต้าเป็นของตัวเอง แต่ไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้การทำงานของเดเวลอปเปอร์ยากขึ้น”

“ข้อสี่คือ ไม่มีเวลามากพอ (no time to innovate) อันนี้เป็นปัญหาต่อเนื่องจากข้อ2 คือ พอมีงานมากกว่าจำนวนคน มันก็ยากที่จะพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา และสุดท้ายคือเรื่องทรัพยากร Resources of Development เพราะการพัฒนาซอฟต์แวร์หนึ่งตัว ต้องใช้ทรัพยากรและเวลาค่อนข้างมาก”

“แต่ระบบ low-code ของ OutSystems ช่วยแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ นอกจากความเร็วแล้ว ยังมีเรื่องความคล่องตัว (agility) ด้วย เพราะธุรกิจทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การทำงานได้รวดเร็ว แต่ไม่สามารถแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนได้ทันท่วงที การจะแข่งขันกับธุรกิจอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็ทำได้ยากลำบาก ถ้าคู่แข่งปรับกลยุทธ์ตลอดเวลา”

จากสร้างหรือซื้อ สู่แพลตฟอร์ม low-code

ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีก่อนที่จะมีแนวคิด low-code ทางเลือกขององค์กร จะมีแค่การสร้างขึ้นเอง (Build) กับซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมาใช้ (Buy) เท่านั้น

“อย่างการซื้อ มันอาจจะเป็นกรณีที่เราไม่ได้ต้องการอะไรเฉพาะทางมาก สมมติถ้าเราอยู่ฝ่ายแอคเคาท์ เราอาจจะซื้อซอฟต์แวร์ที่มีอยู่แล้วในตลาด มาปรับแต่งนิดหน่อย ก็ใช้งานได้ ส่วนการ build จะเกิดขึ้น เพราะไม่มีซอฟต์แวร์ตัวไหนที่ตอบโจทย์การทำธุรกิจได้ 100% ยิ่งตลาดในไทยมีความเฉพาะทางมาก จนไม่มีซอฟต์แวร์ในตลาดที่ซัพพอร์ทได้ ก็ต้องสร้างขึ้นมา”

“แต่ละแบบ ก็จะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ข้อดีของการซื้อ คือใช้งานได้ทันที (time to market) แต่ก็จะไม่ fix กับสิ่งที่เราต้องการแบบ 100% (requirement fit) บางที การปรับแต่งให้เข้ากับองค์กร อาจใช้เวลาเป็นปี ส่วนการสร้างขึ้นมา ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ในเรื่องเวลา อาจจะเป็นหกเดือนถึงหนึ่งปี ทำให้องค์กรต้องหาวิธีเร่งกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้น”

“แต่ถึงจะมีคลาวด์คอมพิวติ้ง มี DevOps มาเสริมให้เร็วขึ้นแล้ว มันก็ยังมี roadblock เรื่องการโค้ดดิ้งอยู่ดี เช่นพอเราทำเว็บแอปพลิเคชั่น อาจใช้เวลา 4-5 เดือน พอต้องปรับให้เป็น โมบายล์แอปพลิเคชั่น ก็บวกเวลาเพิ่มอีก รวมแล้วอาจจะเป็นปี ยังมีเรื่องของ iOS กับแอนดรอยด์ ที่ใช้ภาษาต่างกันอีก”

“แต่แพลตฟอร์มแบบ low-code มันจะช่วยลดเวลาในส่วนนี้ได้มาก เพราะเรียนรู้แค่ภาษาเดียวก็พอ แล้วตัวแพลตฟอร์มจะไปจัดการการสร้างภาษาเหล่านั้นให้แทน”

Low-code แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ยังไง

สิ่งที่ OutSystems ทำ คือสร้างแพลตฟอร์มที่เป็น visual ให้เดเวลอปเปอร์ลากแล้ววาง (drag and drop) จากโครงสร้างพื้นฐานที่เตรียมไว้ให้ การเรียนรู้เพื่อใช้งาน

“พอเป็นแบบนี้ เดเวลอปเปอร์ เรียนรู้แค่ครั้งเดียว ก็สามารถพัฒนาทั้งเว็บแอป หรือ โมบายล์แอป (iOS และ แอนดรอยด์) โดยใช้ skill set ชุดเดียว ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ต้องแยกกันทำระหว่าง OS เท่ากับว่าการใช้งาน low-code จะทำให้คนหนึ่งคนทำงานได้เร็วกว่าวิธีเดิม 2-3 เท่า”

“ซึ่งสิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันเป็นเทรนด์ที่ Gartner บอกว่าอีก 4 ปีข้างหน้า 65% ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ จะอยู่ในรูปแบบ low-code เพราะมันเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานขององค์กร ให้เร็วขึ้น”

กรณีศึกษา : Kinto โปรเจกต์ครบจบใน 3 เดือน

คุณเอกรัฐ ยกตัวอย่าง Kinto ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจแบบใหม่ (เช่ารถยนต์ป้ายแดง ระยะยาว แบบ subscription) ที่ Toyota Leasing พัฒนาร่วมกับ OutSystems

“ตัวนี้เป็นเป็นโมเดลที่เปลี่ยนการขายรถ จากเดิมที่คนซื้อต้องวางเงินดาวน์ 25-30% แล้วก็ผ่อนที่เหลือต่อ มาเป็นการสมัครสมาชิก เป็นสัญญาเช่าใช้ระยะยาว 3 ปี หรือ 5 ปี แล้วจ่ายรายเดือน อารมณ์ประมาณ Netflix ครับ สิ่งที่ยูสเซอร์ต้องทำคือจ่ายรายเดือน และก็เติมน้ำมัน โดยที่ Toyota ซึ่งเป็นเจ้าของรถ รับผิดชอบทั้งหมด ประกันชั้น 1 ภาษี เรื่องการบำรุงรักษา ฯลฯ”

“เราเริ่มคุยกับลูกค้า (ในที่นี้คือ Toyota) ตอนเดือนกรกฎาคม ปี 62 ตอนนั้นมันเป็นเรื่องใหม่มาก โจทย์คือเค้าต้องการสร้างแอปให้เสร็จใน 3 เดือน เพื่อเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ปีนั้น เพราะต้องการเป็นเจ้าแรกที่นำโมเดลธุรกิจนี้มาใช้ นี่คือสิ่งที่ OutSystems ให้ได้”

นอกจากความเร็วแล้ว ถัดมาคือคอนเซปต์ที่ Toyota อยากได้ คือยูสเซอร์ที่มาใช้งาน จะต้องได้ประสบการณ์ออนไลน์แบบ end-to-end โดยไม่มีการใช้กระดาษแม้แต่แผ่นเดียวในกระบวนการ

“ตอนเราทำโปรเจกต์นี้ ถือว่าท้าทายมาก คือเราพัฒนาได้เร็ว แต่ในไทย มันมีกฎหมายบางข้อที่ยังไม่รองรับ อย่างการระบุตัวตนที่ต้องเป็นออนไลน์ทั้งหมด ก็มีการปรับเปลี่ยนตลอดการพัฒนา นี่คือสิ่งที่แพลตฟอร์มทำได้ เราปรับตามความต้องการของลูกค้า ก่อนจะปล่อยสู่ตลาด”

“จุดเด่นของเรา คือเมื่อยูสเซอร์เข้ามาในแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเปิดผ่านมือถือหรือเบราเซอร์บนคอมพิวเตอร์ มันจะปรับเลย์เอาท์ให้โดยอัตโนมัติ เพราะในระบบของ OutSystems ของพวกนี้จะเป็น built-in ถ้าเป็นแบบการเขียนโค้ดสร้างเว็บแบบเดิม จะต้องมาตรวจซ้ำให้แน่ใจว่าเปิดได้ ซึ่งภาระจะไปตกที่เดเวลอปเปอร์หมด”

“สุดท้าย ประสบการณ์ที่ยูสเซอร์ได้รับ คือจะเป็นออนไลน์แบบ 100% แม้แต่ตอนรับรถ ก็แค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น เพื่อไปแสดงและรับรถที่ศูนย์ เวลาเซ็นชื่อรับรถก็เซ็นบนแท็บเล็ท”

AHEAD TAKEAWAY

ในช่วงของ Q&A ทั้ง มร.วีเซอร์ และคุณเอกรัฐ ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจ เกี่ยวกับอนาคตของแพลตฟอร์ม low-code และการพัฒนาแอปพลิเคชั่นโดยเดเวลอปเปอร์ในไทยไว้ด้วยหลายเรื่อง ดังนี้

• สิ่งที่ OutSystems และแพลตฟอร์ม low-code ต่าง ๆ ทำ เรียกว่าเป็น modern application platform คือเปลี่ยนจากรูปแบบ traditional ที่ใช้เดเวลอปเปอร์คนหลายคนมาเขียนโค้ด ให้เป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น
• การใช้ drag & drop ช่วยให้เดเวลอปเปอร์ ไม่ต้องเสียเวลาเขียนโค้ดเดิมซ้ำ ๆ ทำให้สเกลได้ และลูกค้าสามารถนำแพลตฟอร์มที่ได้ ไปปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมตามความต้องการในอนาคต
• ปัจจุบัน ในประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม เริ่มบรรจุหลักสูตร modern application platform ในระบบการศึกษาไว้แล้ว และปัจจุบัน มีสตาร์ทอัพ ซึ่งมีนักพัฒนา low-code มากถึง 200-300 คน คอยพัฒนาให้ลูกค้าทั่วโลกโดยใช้ฮับเดียว
• ขณะที่ในบ้านเรา เดเวลอปเปอร์จำนวนหนี่ง ยังยึดติดกับความถนัดเฉพาะภาษาใดภาษาหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดในการทำงานไปแทน
• คำแนะนำที่อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายท่าน ซึ่งได้คุยกับคุณเอกรัฐ คือ ไม่ควรยึดติดกับภาษาที่ใช้ในการเขียน แต่ให้โฟกัสที่โลจิกในการคิดการทำ เพื่อสร้างแอปที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้จริง

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า