ยุคนี้ เราคุ้นเคยกับการอุ่นอาหารแช่แข็งด้วยไมโครเวฟก็จริง

แต่รู้มั้ยครับว่า อาหารแช่แข็งนั้น ถูกพัฒนาขึ้นมาก่อนไมโครเวฟนานมาก คือตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1930 ขณะที่ไมโครเวฟถูกพัฒนาขึ้น ในปี 1945 และกว่าจะมีการผลิตเพื่อวางจำหน่ายจริง ๆ ก็คือปี 1967

แล้วตกลงคนยุคนั้นเขาใช้อะไรอุ่นอาหารแช่แข็งกัน?

คำตอบคือ air fryer หรือที่ทุกวันนี้ เราเรียกว่าหม้อทอดไร้น้ำมันนั่นละครับ

หลายคนคงอาจเคยได้ยินว่า เฟรด ฟาน เดอร์ ไวจ์ (Fred van der Weij) คือผู้คิดค้น และเป็นเจ้าของสิทธิบัตรเทคโนโลยี Rapid Air ในหม้อทอดไร้น้ำมันของ Philips ซึ่งเป็นผู้จุดกระแสนี้ ภายใต้แบรนด์ ‘Air Fryer’ เมื่อสิบปีที่แล้ว ก่อนที่มันจะกลายเป็นของสามัญประจำบ้านเมื่อตอนโควิด-19 บุกนี่เอง

เฟรด ฟาน เดอร์ ไวจ์

ที่จริง คือหม้อทอดไร้น้ำมันนั้นมีมาหลายสิบปีแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์แบบอย่างทุกวันนี้

เพราะเทคโนโลยีที่ ฟาน เดอร์ ไวจ์ พัฒนาขึ้น ก็มีจุดประสงค์เพื่อแก้ pain point ที่เขาเจอในหม้อทอดไร้น้ำมันในท้องตลาด ให้มันลดความซับซ้อนลง และเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากขึ้น ก่อนจะไปนำเสนอให้ Philips ในปี 2009 และเป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของ Air Fryer ในปัจจุบันนี่เอง

เราจะย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของหม้อทอดไร้น้ำมัน และอาหารแช่แข็ง ซึ่งถูกพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าโดย วิลเลียม แม็กซ์สัน (William L. Maxson) แห่ง W.L. Maxson Corporation ที่อยู่เบื้องหลังนวัตกรรมหลาย ๆ ประเภทที่ใช้ในกองทัพสหรัฐ ฯ ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง

วิลเลียม แม็กซ์สัน

กินไม่หมดก็ฟรีซ จุดเริ่มต้นอาหารแช่แข็ง

ตอนปลายยุค 1930 นั้น ครอบครัวอเมริกันเริ่มมีตู้เย็นใช้งานกันบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นตู้แบบไม่มีช่องฟรีซ ส่วนอาหารแช่แข็งก็เริ่มมีคนทำวิจัยไว้เช่นกัน แต่ไม่แพร่หลาย และยังไม่มีการผลิตเป็นคอนซูเมอร์โปรดักต์

แม็กซ์สัน เองก็ปลูกกะหล่ำไว้ในสวนหลังบ้าน และได้ผลผลิตมากเกินพอ แทนที่จะนำไปขายหรือทิ้ง เขาตัดสินใจแช่แข็งกะหล่ำพวกนั้น เพื่อลองนำมาอุ่นทานในหนึ่งปีให้หลัง และพบว่ารสชาติที่ได้แทบไม่มีความแตกต่าง จนนำไปสู่การแช่แข็งอาหารประเภทอื่น และที่มาของนวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ๆ ของ W.L. Maxson Corporation

ตอนทศวรรษที่ 1940 อาหารบนเครื่องบินลำเลียงในกองทัพสหรัฐฯ มีแค่แซนด์วิชชืด ๆ กับอาหารยังชีพภาคสนาม

แม็กซ์สัน เลยเกิดไอเดียแช่แข็งอาหารปรุงสุกเตรียมไว้ เพื่อนำมาอุ่นและเสิร์ฟระหว่างเที่ยวบิน จนได้ไฟเขียวจากกองทัพสำหรับธุรกิจใหม่นี้

Whirlwind บรรพบุรุษของหม้อทอด

ในยุคที่ยังไม่มีเตาไมโครเวฟ โซลูชั่นที่ แม็กซ์สัน พัฒนาขึ้นสำหรับใช้อุ่นอาหารในธุรกิจอาหารแช่แข็งบนเที่ยวบินกองทัพ คือเตาที่เรียกว่า Maxson Whirlwind Oven ซึ่งใช้ได้ทั้งกับไฟฟ้า 120 โวลต์บนเครื่องบิน (หรือปรับใช้กับแก๊สหุงต้ม น้ำมันก๊าด และไฟฟ้าตามบ้านได้ด้วย) โดยสามารถอุ่นอาหารได้พร้อมกันหกชุด ในเวลา 15 นาที หรือราว ๆ ครึ่งหนึ่งของเตาอบทั่วไป

เคล็ดลับที่ทำให้เตาของ แม็กซ์สัน อุ่นอาหารได้ดีกว่า คือพัดลมที่ติดตั้งไว้ด้านหลังเตา เพื่อช่วยหมุนเวียนความร้อนรอบอาหารให้สุกได้ทั่วถึงโดยไม่ต้องคอยกลับด้านเหมือนเตาแบบดั้งเดิมนั่นเอง

หลังสงคราม ธุรกิจอาหารแช่แข็ง และเตา Whirlwind ของ แม็กซ์สัน ทำท่าจะไปได้สวย ตัวผลิตภัณฑ์ได้ลงนิตยสารหลายฉบับ สายการบิน Pan Am มีแผนเสิร์ฟอาหารอุ่นร้อนบนเครื่องในปี 1949 ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งตกลงเตรียมวางขายอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งในชั้นวาง

แต่แผนการทั้งหมดต้องยุติลงก่อน เมื่อ แม็กซ์สัน เสียชีวิตหลังการผ่าตัด เมื่อปี 1947 ขณะที่ลูก ๆ ของเขาไม่สนใจจะสานต่อ และเลือกขายธุรกิจทั้งหมดทิ้ง

จากนั้น แนวคิด air fryer ของ แม็กซ์สัน ยังได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดอ่อนเรื่องการให้ความร้อนที่สูงถึง 200 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำในอาหารระเหยออกมามากเกินไป และสูญเสียคุณค่าทางอาหาร

ผ่านไปหลายทศวรรษหลังการเสียชีวิตของ แม็กซ์สัน หม้อทอดก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ก่อนจะถูกพัฒนาให้สมบูรณ์แบบ และมีขนาดพกพาสะดวก ด้วยเทคโนโลยีที่ ฟาน เดอร์ ไวจ์ คิดค้น และกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบ้านอีกชิ้น ในช่วงที่ผ่านมานี่เอง

AHEAD TAKEAWAY

เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง?

#1
เทคโนโลยีนั้นสำคัญ แต่ไอเดียที่จะใช้ประโยชน์จากมันสำคัญกว่า

แม็กซ์สัน ไม่ใช่คนแรกที่คิดค้นอาหารแช่แข็ง แต่เขาคือคนที่หาตลาดให้กับตัวผลิตภัณฑ์ได้ เพราะมองเห็น pain point เรื่องอาหารที่เกิดบนเที่ยวบินของกองทัพ

ขณะที่ประสบการณ์ของผู้ใช้งานก็สำคัญเช่นกัน แม็กซ์สัน จึงต้องหาวิธีอุ่นอาหารให้ได้เร็วกว่าเดิม จนเป็นที่มาของการพัฒนา air fryer ซึ่งควบคุมอุณหภูมิในเตาให้ใกล้เคียงกันได้ ต่างจากเตาแบบเดิมที่อุณหภูมิด้านบนจะสูงกว่า ทำให้ด้านบนของอาหารจะสุกกว่าด้านล่างถ้าไม่พลิก

การเข้าใจ user experience ของกลุ่มเป้าหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในการทำธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่นี่

#2
ธุรกิจนั้นอาจมีอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณทำให้มันสมบูรณ์แบบหรือดีกว่าได้ (optimize) คุณก็มีโอกาสไปได้ไกลกว่า

หม้อทอด air fryer มีในท้องตลาดตั้งแต่ทศวรรษที่ 1940 แต่ก็ยังไม่มีใครพัฒนาให้สมบูรณ์แบบได้ แม้แต่ Philips เองที่พัฒนาหม้อทอดที่รักษาคุณค่าทางอาหารได้ดีขึ้น ก็ยังติดปัญหาเรื่องความซับซ้อนและราคาที่สูงเกินไป ก่อนที่ปัญหาทั้งหมดนี้จะได้รับการแก้ไขโดยเทคโนโลยีของ ฟาน เดอร์ ไวจ์

หลาย ๆ ธุรกิจที่กำลังบูมในปัจจุบัน อย่างอีคอมเมิร์ซ หรือ EV นั้น เจฟฟ์ เบโซส หรือ อีลอน มัสก์ ก็ไม่ใช่เจ้าของไอเดียตั้งต้น แต่ทั้งสองคนนี้ ทำให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้น (Amazon และ Tesla) ดีเกินกว่าที่ผู้บริโภคจะมองข้ามได้ คือเหตุผลที่ทำให้ทั้งคู่ประสบความสำเร็จ

อ่านเพิ่มเติม อีลอน มัสก์ ไม่ใช่ผู้ก่อตั้ง Tesla เรื่องเล่าจากผู้บุกเบิกตัวจริง

#3
คนเก่ง ก็ยังต้องมีคนสนับสนุน

ฟาน เดอร์ ไวจ์ ค้นพบวิธีพัฒนาหม้อทอดให้ใช้งานได้อย่างปัจจุบันในปี 2007 แต่เขาไม่มีข้อมูลเชิงลึกในทางธุรกิจ รวมถึงเงินทุน การหาคนที่จะมาเติมเต็มตรงนี้ได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ฮันส์ บรอคเกอร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ Braun คือจิ๊กซอวที่ ฟาน เดอร์ ไวจ์ ต้องการ สองปีหลังจากทั้งคู่ได้ร่วมงานกัน หม้อทอดตัวต้นแบบจึงถูกพัฒนาจนสำเร็จ

ย้อนไปในอดีตก่อนที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจะเป็นอุปกรณ์ทั่วไปในการทำงาน ไอเดียของ สตีฟ วอซเนียค อดีตพนักงาน Hewlett Packard ในเรื่องนี้ ก็เคยถูกปัดตกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะเป็นความจริง เมื่อเจ้าตัวตอบรับข้อเสนอจากเพื่อนที่ชื่อ สตีฟ จ๊อบส์

#4
นวัตกรรมจากภายนอก บางครั้งก็เป็นวิธีที่ประหยัดและรวดเร็วกว่า สำหรับองค์กร

แม้ก่อนนั้น Philips จะพัฒนาหม้อทอดไร้น้ำมันของตัวเองอยู่เช่นกัน แต่เมื่อเทคโนโลยีของ ฟาน เดอร์ ไวจ์ ตอบโจทย์กว่า การซื้อไลเซนส์เพื่อนำมาผลิต ก็ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำ R&D ลงได้ และการเข้าสู่ตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ ในเวลาเดียวกัน ก็ทำให้ภาพจำของ Philips คือเบอร์หนึ่งในตลาดนี้

เรียบเรียงจาก

How the Airfryer was Invented – Airplanes and Frozen Food

Fred van der Weij

The AIRFRYER : A large company creating value based on a small firm’s technology

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า