เมื่อพูดถึง Dr. Martens เราจะนึกถึงรองเท้าบูทหนังทรงคลาสสิค ตัดเย็บด้วยด้ายสีเหลือง ที่เป็นอีกส่วนสำคัญในวัฒนธรรมพังก์ และดนตรีนิวเวฟ จากสหราชอาณาจักร ช่วงยุค 70s

ความขลังของ Dr. Martens อยู่ในระดับไหนนั้น วัดได้จากการที่ดีไซน์ของมันถูกยกให้เป็นหนึ่งในไอคอนด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ของเกาะอังกฤษ

ในระดับเดียวกับ Jaguar E-Type และ Aston Martin DB5 สองซูเปอร์คาร์ระดับตำนาน, รถคลาสสิคอย่าง Mini, รถบัสสองชั้น AEC Routemaster, เครื่องบินรบ Supermarine Spitfire, แผนที่รถไฟใต้ดินกรุงลอนดอน (Tube) และ World Wide Web เลยทีเดียว

แต่ถึงจะเป็นแบรนด์แห่งความภาคภูมิใจของคนอังกฤษ แต่ต้นกำเนิดของ Dr. Martens จริง ๆ กลับมาจากเยอรมนี

จุดเริ่มจากอุบัติเหตุ

จุดเริ่มต้นของ Dr. Martens ต้องย้อนกลับไปเมื่อ ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและข้อ ดร. เคลาส์ มาร์เทนส์ (Klaus Märtens) ซึ่งสังกัดกองทัพเยอรมนี ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ประสบอุบัติเหตุข้อเท้าหักเพราะล้มระหว่างเล่นสกีที่เทือกเขาแอลป์ และกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เจ้าตัวรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่สวมรองเท้า

จนเป็นที่มาของไอเดียเสริมเบาะอากาศไว้ในพื้นรองเท้า ซึ่งทำจากยางรถยนต์เก่า

หลังสงครามสิ้นสุด ดร.มาร์เทนส์ ลองผลิตรองเท้าแบบเดียวกับที่ตัวเองใส่เพื่อออกขาย แต่เพราะผลิตภัณฑ์ยังไม่สมบูรณ์ เลยยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก

จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อเจ้าตัวได้เจอกับ แฮร์เบิร์ต ฟังค์ (Herbert Funck) เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่ทำงานด้านวิศวกรรม

ฟังค์ ชื่นชอบไอเดียเรื่องพื้นรองเท้าของ มาร์เทนส์ จนตัดสินใจทำธุรกิจร่วมกัน และเริ่มพัฒนารองเท้าดังกล่าวให้ดีขึ้น และเปลี่ยนวัสดุจากยางรถยนต์เก่า เป็นยางจากเครื่องบินกองทัพอากาศเยอรมัน

ขวัญใจแม่บ้าน

เรื่องน่าแปลกอีกอย่าง คือลูกค้ากลุ่มแรก ๆ ที่นิยมรองเท้ารุ่นใหม่ที่ทั้งคู่พัฒนาขึ้น ไม่ใช่ผู้ใช้แรงงานหรือวัยรุ่น

แต่เป็นแม่บ้านชาวเยอรมนี ที่ชื่นชอบความนุ่มสบายในการสวมใส่ โดย 80% ของยอดขายในช่วงสิบปีแรกนั้น มาจากกลุ่มผู้หญิงอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป

กิจการของบริษัทฯ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถตั้งโรงงานที่มิวนิคได้ ในปี 1952 และเมื่อเข้าสู่ปลายทศวรรษที่ 50 ทั้งคู่ก็ตัดสินใจที่จะขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

ตอบโจทย์ผู้ใช้แรงงาน

ดีไซน์รองเท้าของดร.ชาวเยอรมันไปเตะตา บิล กริกก์ส ทายาทรุ่นที่สามของ R. Griggs Group Ltd. ผู้ผลิตรองเท้าจากนอร์ธแฮมป์ตันเชียร์ จนตัดสินใจติดต่อไปเพื่อขอซื้อสิทธิบัตร นำมาผลิตในสหราชอาณาจักร ในชื่อ Dr. Martens

นอกจากชื่อแบรนด์ใหม่แล้ว กริกก์ส ยังดัดแปลงบางจุด เช่นเปลี่ยนทรงของบริเวณส้นให้กระชับขึ้น ตัดเย็บด้วยด้ายสีเหลืองเส้นหนา จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในเวลาต่อมา

รองเท้ารุ่นแรก ‘1460’ (สื่อถึงวันแรกที่วางตลาดเป็นครั้งแรก เมื่อ 1 เมษายน 1960) ได้รับความนิยมเกินคาด โดยเฉพาะจากกลุ่มที่ต้องสวมรองเท้าและเดินเป็นเวลานาน อย่าง ตำรวจ บุรุษไปรษณีย์ และคนงานในโรงงาน

ก่อนจะขยายไปถึงกลุ่มสกินเฮดและพังก์ (ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนในชนชั้นแรงงานเช่นกัน) ตอนปลายยุค 70 และต่อยอดไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมวัยรุ่นในเวลาต่อมา

AHEAD TAKEAWAY

เราเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง?

  • จุดเริ่มต้นของนวัตกรรม มักเกิดจากปัญหาใกล้ตัวที่อาจยังไม่มีคนคิดทางแก้ขึ้นมา (painpoint) เหมือนกรณีของ ดร.มาร์เทนส์ ที่เจ็บข้อเท้า จนต้องดัดแปลงรองเท้าเพื่อช่วยบรรเทาอาการ หรือกรณีของ Dropbox บริการคลาวด์เซอร์วิส ที่เกิดขึ้นเพราะ ดรูว์ ฮุสตัน ลืมแฟลชไดรฟ์ที่เก็บข้อมูลสำคัญไว้ที่บ้าน และคิดว่ามันน่าจะดีกว่า ถ้าเขาสามารถดึงข้อมูลนั้นมาใช้ได้เลย โดยไม่ต้องพกพาไดรฟ์ติดตัวไปไหนมาไหน

อ่านเพิ่มเติม Dropbox: เหตุเกิดเพราะลืม

  • รู้ความต้องการของผู้บริโภค คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ บิล กริกก์ส อยู่ในธุรกิจรองเท้ามานาน และลูกค้ากลุ่มใหญ่ของ Griggs Group Ltd. คือชนชั้นแรงงาน ที่ต้องสวมบูทที่แข็งแรงทนทานเกือบตลอดเวลา แต่มีข้อเสียคือใส่ไม่สบาย เมื่อเขาเห็นโฆษณารองเท้าเสริมพื้นด้วยเบาะอากาศในนิตยสารการค้าฉบับหนึ่ง จึงเกิดไอเดียที่จะนำมาใช้กับสินค้าของตน และลงทุนเดินทางไปพบกับสองผู้ก่อตั้งที่เยอรมนี เพื่อทดสอบด้วยตัวเอง และตัดสินใจซื้อสิทธิบัตรมาผลิตรองเท้าที่ทั้งทนทานและใส่สบาย ที่เป็นจุดขายของ Dr. Martens ในที่สุด
  • ถ้าทางข้างหน้าไปต่อไม่ได้ ก็ให้สร้าง (ขุด) ทางใหม่ขึ้นมา เล่ากันว่าหลังซื้อสิทธิบัตรจากเยอรมนีแล้ว บิล ต้องสั่งซื้อเครื่องจักรขนาดใหญ่สำหรับผลิตพื้นรองเท้า Airwair โดยเฉพาะ ปัญหาคือเครื่องจักรนั้นใหญ่เกินกว่าที่จะตั้งไว้ในโรงงาน คำขอต่อสภาท้องถิ่นในการต่อเติมหลังคาเป็นกรณีพิเศษก็ถูกบอกปัดไป ทางออกของ บิล คือสั่งให้คนงานช่วยกันขุดหลุมขนาดใหญ่ที่พื้นโรงงาน เพื่อลากเครื่องจักรผ่านประตูโรงงานเข้าไปติดตั้ง และเริ่มการผลิตได้ในที่สุด

เรียบเรียงจาก

A HISTORY OF REBELLIOUS SELF-EXPRESSION.

a short history of a British style icon in numbers

DIGGING YOURSELF OUT OF A HOLE

ACTIONS SPEAK LOUDER THAN WORDS

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า