2021

ชี้เป้าเทรนด์นวัตกรรม รับ The Great Reset ในปี 2021

ในแง่บวก โควิด-19 คือตัวเร่งสำคัญให้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของธุรกิจต่าง ๆ เกิดเร็วขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่เดือน เพื่อพร้อมรับภาวะ “การเริ่มต้นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่” หรือ The Great Reset

The Great Reset คืออะไร? วลีนี้ มีที่มาจากการประชุมประธานทีมเศรษฐกิจโลก จัดโดย World Economic Forum เมื่อกลางปีที่ผ่านมา เพื่อระดมไอเดียถึงอนาคตในยุคหลังโควิด และเราจะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร?

ในทรรศนะของ ชาลู การ์ก (Shaloo Garg) ผู้อำนวยการบริหารของ Microsoft ซึ่งคลุกคลีกับสตาร์ทอัพในระยะ growth stage จากซิลิคอน วัลลีย์มากมาย จนได้เห็นทิศทางที่นวัตกรรมใหม่ ๆ กำลังมุ่งหน้าไป

กุญแจสำคัญในการเตรียมพร้อมสำหรับ The Great Reset คือการตามกระแสเทคโนโลยีให้ทัน และปรับกระบวนการทางธุรกิจแบบเดิม ๆ ไปสู่โซลูชันสมัยใหม่ เพื่อตอบโจทย์จากผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

โดยเฉพาะผลกระทบทางสังคมจากโควิด ที่หน่วยงานรัฐไม่มีความพร้อมมากพอในการให้บริการ เช่น การศึกษาและการดูแลสุขภาพในประเทศกำลังพัฒนา

และนี่คือ 3 เทรนด์ ที่ การ์ก เชื่อว่าจะยังมีบทบาทสำคัญต่อเนื่องในปี 2021 :

#1
ข้อมูล และการประยุกต์ใช้ AI ในรูปแบบใหม่ ๆ

การ์ก ย้ำว่านี่คือยุคที่ข้อมูลจะเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างในการทำธุรกิจ

องค์ประกอบอย่าง คุณภาพของข้อมูล แมชชีนเลิร์นนิง การวิเคราะห์ข้อมูล และการถ่ายโอนข้อมูล จะมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดรูปแบบคลื่นของนวัตกรรมลูกต่อไป เนื่องจากธุรกิจต่าง ๆ จะปรับตัวสู่โลกออนไลน์มากขึ้น ตั้งแต่ซัพพลายเชน หรือการให้บริการลูกค้าแบบเรียลไทม์

การเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และเสริมประสบการณ์ของลูกค้า จะเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับทุกธุรกิจ

เมื่อข้อมูลมีปริมาณมากขึ้น AI ก็จะพัฒนาตามไปด้วย และมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากกว่าเดิม ในรูปแบบที่หลากหลายขึ้น ทั้ง ผู้ช่วยอัจฉริยะ, IoT, ไฮเปอร์ออโตเมชั่น, AI-as-a-Service ฯลฯ

การใช้ AI ควบคุมระบบการผลิต จะช่วยลดปริมาณขยะหรือของเสียลงได้ ซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน

#2
ยุคบูมของ สปีช เทค และ WFH

แม้ในหลาย ๆ ประเทศจะเริ่มมีการทยอยฉีดวัคซีนแล้ว แต่ การ์ก มองว่านโยบายทำงานจากบ้าน จะยังถูกใช้ต่อไปอีกระยะ

ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีกลุ่มสปีช เทค (speech tech) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การทำทรานสคริปท์อัตโนมัติ การจดจำเสียง ไปจนถึงแพลตฟอร์มสื่อสารด้วยเสียงเป็นหลัก จะถูกนำมาใช้งานมากขึ้น เพื่อเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกจากผู้ใช้งาน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาโปรดักท์ให้ได้ประสบการณ์ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่เดิมมีอัตราเติบโตอย่างช้า ๆ เช่น AR, IoT ในภาคอุตสาหกรรม และ ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ จะถูกนำมาใช้แก้ปัญหาที่เกิดจากมาตรการเว้นระยะทางสังคม และการห้ามเดินทาง เช่นการติดต่อลูกค้า การฝึกอบรม หรือการให้บริการนอกสถานที่ ฯลฯ

เห็นได้จากรายงานล่าสุดของ McKinsey & Company ที่พบว่าในรอบปีที่ผ่านมา อัตราการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งในระดับองค์กรและระดับอุตสาหกรรม หรือเฉพาะการสนับสนุนการทำงานจากบ้านนั้น ก็เติบโตเร็วกว่าที่คาดไว้ถึง 40 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาด

#3
เทคโนโลยีสื่อสารยุคใหม่

สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2020 ชี้ให้เห็นว่าการปรับปรุงความเร็วในการเชื่อมต่อ โดยอาศัย 5G เป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าที่ประเมินไว้ในทีแรก

เพราะคุณสมบัติเด่นที่สุดของ 5G คือสามารถรองรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อหลายหมื่นล้านเครื่อง ทั้งอุปกรณ์อัจฉริยะและเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่ติดตั้งไว้ ซี่งจะเป็นใบเบิกทางสู่โซลูชั่นต่าง ๆ

ทั้ง สมาร์ทโฮม ผลิตภัณฑ์อัจฉริยะต่างๆ จนถึงรถขับเคลื่อนอัตโนมัติ

นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยี ความจริงเสริม (AR) และความจริงเสมือน (VR) มาใช้ จะผลักดันให้ 5G มีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่การศึกษา

เพราะในปีที่ผ่านมา เด็กหลายล้านคนโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ต้องเสียโอกาสทางการศึกษาไปจากการปิดโรงเรียน แต่ AR และ VR จะช่วยให้การเรียนจากที่บ้านของเด็ก ๆ ได้ผลกว่าเดิม ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ ก็ต้องพึ่งพาโครงข่าย 5G ที่มีประสิทธิภาพด้วย

เรียบเรียงจาก

The Great Reset – 2021 innovation trends for startups

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
0
Shares
Previous Article
อีลอน มัสก์

ถอดรหัส 6 เคล็ดความสำเร็จซีอีโอสุดฮอตแห่งยุค อีลอน มัสก์

Next Article
กรุงศรี

กรุงศรี จับมือ ซิกน่า มอบประกันโควิด-19 ฟรี สูงสุด 50,000 บาท นาน 60 วัน

Related Posts