หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า FOMO หรือ Fear of Missing Out ซึ่ง แพทริค แม็กกินนิส นักเขียนและ VC ชาวอเมริกัน บัญญัติขึ้น เพื่ออธิบายความรู้สึกที่เกิดขึ้น เมื่อคุณเห็นว่าคนอื่นกำลังจะมีหรือได้อะไรดีกว่า สิ่งที่คุณกำลังทำหรือมีอยู่

แต่ในมุมของ แม็กกินนิส นั้น ยังมีอีกสิ่งที่จะสร้างปัญหาให้ชีวิตของเรามากกว่า คือ FOBO หรือ Fear of a Better Option (ความกลัวการพลาดโอกาสที่ดีกว่า)

แม็กกินนิส ชี้ว่า ทุกวันนี้ เราอยู่ในโลกที่มีทางเลือกมากเกินไป ทำให้เรื่องง่าย ๆ อย่างการเลือกอาหารในเมนู หรือซื้อเสื้อผ้าซักตัว กลายเป็นเรื่องยากและเสียเวลา ไปกับการหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา อ่านคอมเมนต์ ฯลฯ

เพราะกลัวจะพลาดโอกาสที่ดีกว่าไป (FOBO) นั่นเอง

ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งที่คุณเลือก อาจไม่ได้มีแตกต่างจากชอยส์อื่น ๆ เลย แต่ FOBO ทำให้เราเสียสิ่งที่มีค่ากว่าอย่าง เวลา และ พลังงาน ไปอย่างเปล่าประโยชน์

คำแนะนำจาก แม็กกินนิส คือลดเวลาในการตัดสินใจลง ด้วยการแบ่งความสำคัญออกเป็น 3 ระดับ

#1
ไม่มีผลได้เสีย

คือการตัดสินใจเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งแทบไม่มีคำตอบที่ผิดเลย ไม่ว่าจะเลือกชอยส์ไหน เช่น การเลือกเมนูที่จะกิน รายการทีวีที่จะดู ฯลฯ

การเสียเวลาไปกับเรื่องเหล่านี้ เพราะ FOBO ถือเป็นการใช้พลังงานไปอย่างเปล่าประโยชน์ ถ้ารู้สึกลังเลให้ “ดวง” เป็นเครื่องกำหนด

จะเป็นการโยนหัวก้อย หรือใช้วิธีของ แมคกินนิส คือเลือกตามฝั่งซ้าย/ขวาของนาฬิกาข้อมือ โดยให้เข็มวินาทีช่วยตัดสินใจแทนให้

#2
ผลได้ผลเสียต่ำ

เรื่องที่อาจมีความหมายขึ้นมาอีกระดับ แต่มีผลลัพธ์ที่ยอมรับได้หลายทาง เช่น การเลือกซื้อไมโครเวฟ จองโรงแรมในระดับราคาใกล้เคียงกัน ฯลฯ

เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและพลังงานในการตัดสินใจบ้าง แต่ไม่ใช่ต้องทุ่มเททั้งหมดที่มี เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด (ซี่งอาจไม่มี) และไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน มันก็จะกลายเป็นเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิต ในเวลาไม่กี่สัปดาห์

วิธีแก้ คือ อาจให้คนอื่นช่วยเลือก การกำหนดเกณฑ์บางอย่างไว้ล่วงหน้า เช่น เลือกคนที่จะให้ข้อมูลหรือคำแนะนำที่เหมาะสม

“แต่” พยายามเลี่ยงความอยากที่จะลงลึกในรายละเอียดที่มากเกินความจำเป็น เพราะเป้าหมายคือหาบทสรุปให้ได้ ไม่ใช่ชะลอการตัดสินใจไปเรื่อย ๆ

#3
ผลได้ผลเสียสูง

การตัดสินใจที่มีความสำคัญจริง ๆ ส่งผลกับชีวิตมาก ในระยะยาว เช่น ซื้อบ้าน เลือกงาน

ก่อนจะตัดสินใจ สิ่งที่คุณต้องทำคือ 1) กำหนดเกณฑ์ต่าง ๆ สำหรับตัดสินใจในเรื่องนั้น และ 2) รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ให้รอบด้าน และ 3) เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือก จงมั่นใจว่าไม่ว่าชอยส์ไหน ก็จะส่งผลเสียกับคุณน้อยที่สุด

เมื่อเริ่มกระบวนการคัดเลือก ให้เลือกชอยส์ที่คุณชอบที่สุดขึ้นมา แล้วนำไปเทียบกับตัวเลือกอื่น แบบ 1-1 โดยใช้เกณฑ์ที่กำหนดเป็นตัวตัดสิน ชอยส์ไหนตรงเกณฑ์มากกว่าเป็นผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้ต้องถูกตัดทิ้งทันที โดยไม่ยกกลับมาพูดถึงอีก (ต่อให้มันเป็นชอยส์ที่คุณชอบก็ตาม) แล้วนำผู้ชนะไป 1-1 กับชอยส์อื่น ๆ จนเหลือตัวเลือกสุดท้าย

กรณีที่ตัดสินใจไม่ได้จริง ๆ ให้จัดทีมโหวต โดยคนที่คุณเชื่อถือ และมีความรู้ในเรื่องนั้น (จำนวนคนควรเป็นเลขคี่ และไม่ควรเกิน 5 คน)

ถึงตรงนี้ แม็กกินนิส ย้ำว่าสำคัญที่สุด คือเมื่อเลือกแล้ว ให้ยึดกับการตัดสินใจนั้น

เพราะไม่มีใครการันตีได้ว่ามันจะเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อเทียบกับหลาย ๆ คนที่ไม่มีทางเลือกเท่ากับคุณ การมีโอกาสเลือกคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

AHEAD TAKEAWAY

แนวคิดของ แม็คกินนิส คล้ายกับ เจฟฟ์ เบโซส แห่ง Amazon ไม่น้อย

เบโซส นั้นพยายามปลูกฝังแนวคิดให้ผู้บริหารขององค์กรจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่ต้องตัดสินใจให้ถูกว่าควรจะเป็น one-way door (เรื่องสำคัญแบบคอขาดบาดตาย) หรือ two-way doors (เรื่องที่ต่อให้ตัดสินใจผิดก็ย้อนกลับไปแก้ไขได้)

ตัวของ เบโซส นั้นจะเลือกตัดสินใจเฉพาะกลุ่มแรกเท่านั้น และจะพยายามจำกัดให้เกิดขึ้นน้อยที่สุดในแต่ละวัน ขณะที่การตัดสินใจแบบ two-way นั้นจะมอบอำนาจเต็มที่ให้ฝ่ายปฏิบัติการที่อยู่ตรงหน้างานเป็นคนจัดการแทน

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการตัดสินใจของ เบโซส ที่ทำให้ Amazon ยิ่งใหญ่ได้อย่างวันนี้ ที่นี่

คิดอย่าง เจฟฟ์ เบโซส : 4 องค์ประกอบเพื่อการตัดสินใจแบบผู้ชนะ

คิดอย่าง เจฟฟ์ เบโซส : 4 องค์ประกอบเพื่อการตัดสินใจแบบผู้ชนะ

ขณะที่การตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ นั้น ก็ควรทำอย่างละเอียดรอบคอบ และใช้เวลากับมันให้เหมาะสมด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการที่องค์กรของคุณ จะกลายเป็นกรณีศึกษาเหมือนยักษ์ใหญ่เหล่านี้

จาก Kodak ถึง Blockbuster : 10 การตัดสินใจทางธุรกิจสุดเฟลตลอดกาล

จาก Kodak ถึง Blockbuster : 10 การตัดสินใจทางธุรกิจสุดเฟลตลอดกาล

เรียบเรียงจาก

Meet FOBO: the evil brother of FOMO that can ruin your life

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า