2021

10 เทคโนโลยีพลิกโลกแห่งปี 2021 คัดเลือกโดย MIT Technology Review

MIT Technology Review คือนิตยสารที่เจาะลึกด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะ

ความน่าเชื่อถือของ MIT Technology Review นั้น นอกจากจะตีพิมพ์ต่อเนื่องมานานกว่าร้อยปีแล้ว ยังเป็นแม็กกาซีนอย่างเป็นทางการของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกจากการจัดอันดับโดย QS World University Rankings ด้วย

ในทุกปี ทางนิตยสารจะทำการคัดเลือก 10 อันดับ Breakthrough Technologies หรือ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในชีวิตของเราในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งเสมอ

มาดูกันว่า 10 เทคโนโลยีพลิกโลก ที่คุณต้องรู้จักไว้ มีอะไรบ้าง

#1
mRNA ถอดรหัสพันธุกรรม สู้โรคร้าย

แม้การระบาดของโควิด จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อคนทั้งโลกในปีที่ผ่านมา แต่ข่าวดี คือเราเริ่มเข้าใกล้ความเป็นจริง ในการรับมือกับปัญหานี้ได้

เพราะขณะที่ในอดีต กระบวนการผลิตวัคซีนที่นำไวรัสมาดัดแปลงให้อ่อนแอลงและไม่เป็นอันตราย จะใช้เวลานานถึง 10-15 ปี

แต่ปัจจุบัน วัคซีนโควิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งสองตัว ถูกพัฒนาขึ้นในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี โดยอาศัยเทคโนโลยีที่เรียกว่า mRNA (messenger RNA)

หลักการเบื้องต้นของ mRNA คือการถอดรหัสพันธุกรรม (ในกรณีของโควิด คือโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่)
แล้วนำส่วนที่ผลิตโปรตีนปลายแหลม มาเป็นต้นแบบในการสร้าง RNA ซึ่งเป็นชุดข้อมูลสำหรับสอนระบบภูมิคุ้มกัน ให้ผลิต anti-body ที่สามารถกำจัดไวรัสที่มีโปรตีนปลายแหลมชนิดเดียวกัน เมื่อแทรกซึมเข้ามาในร่างกาย

ที่สำคัญ การถอดรหัสพันธุกรรมนี้ ถูกคาดหมายว่า จะมีบทบาทสำคัญทางการแพทย์ในอนาคต ไม่ใช่แค่ในเรื่องการพัฒนาวัคซีนเท่านั้น

แต่ยังมีศักยภาพที่จะต่อยอดไปสู่การรักษาโรคต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้รับการรักษา เช่นเราอาจพัฒนาชุดข้อมูล RNA ที่จะสั่งให้เซลล์มะเร็งทำลายตัวเอง หรือสอนให้ระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์มะเร็งได้ ฯลฯ

#2
GPT-3 อีกระดับของปัญญาประดิษฐ์

ปัญญาประดิษฐ์กลุ่ม GPT ซึ่งพัฒนาโดยองค์กรไม่แสวงผลกำไร OpenAI ด้วยเทคนิค deep learning นั้น ถือเป็น AI ที่มีศักยภาพในการคาดเดาถ้อยคำถัดไปบนรูปประโยคได้ใกล้เคียงมนุษย์ที่สุด

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว เคยมีข่าวว่า ทีมพัฒนาตัดสินใจไม่เผยแพร่โมเดลแสดงผลของ GPT-2 เพราะเกรงว่าอาจถูกนำไปใช้ในการสร้างข่าวปลอมที่มีความสมจริงในโลกออนไลน์

จนเมื่อกลางปี 2020 ก็มีการเปิดตัว GPT-3 ซึ่งสามารถทำงานได้หลากหลายกว่า เช่น บวกเลข แปลภาษา อ่านและตอบคำถามจากบทความ เขียนบทความ หรือแม้แต่เขียนโค้ดสำหรับสร้าง AI ด้วยกัน


อย่างไรก็ตาม การที่ GPT-3 เรียนรู้จากข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีทั้งข้อเท็จจริง และ fake news ปะปนกัน รวมถึงอคติ และ hate speech ต่าง ๆ จึงยังมีโอกาสที่การแสดงผล จะไม่สมเหตุสมผล และสร้างปัญหาได้

ทาง OpenAI จึงไม่ได้ปล่อยให้ใช้งานเป็นโอเพ่นซอร์ส แต่มอบสิทธิ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟให้ Microsoft เพื่อนำไปสร้างบริการใหม่ ๆ บน Azure

#3
Data trusts อำนาจที่ควรมีในฐานะเจ้าของข้อมูล

นี่คือยุคสมัยที่ข้อมูลมีบทบาทสำคัญอย่างมากในทุกธุรกิจ จนถูกขนานนามให้เป็น ‘new oil’

ปัญหาคือขอบเขตการนำข้อมูลขของเราไปใช้โดยองค์กรต่าง ๆ นั้น นับวันจะล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวมากขึ้นทุกขณะ ส่งผลให้หน่วยงานรัฐทั่วโลก ต้องเข้ามาแทรกแซง และออกกฎหมายเพื่อควบคุม

ขณะเดียวกัน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็พยายามหาทางออกอื่น ๆ ที่เหมาะสมควบคู่กันไป หนึ่งในนั้นคือแนวทางที่เรียกว่า Data trusts

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ Data trusts เหมือนสหภาพแรงงานของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยเราในฐานะเจ้าของข้อมูลตกลงร่วมกันให้มีตัวแทนคอยดูแลผลประโยชน์ เพื่อให้มีอำนาจมากขึ้น ในการต่อรองกับธุรกิจต่าง ๆ ทั้งวิธีการรวบรวมข้อมูล การเข้าถึงความเป็นส่วนตัว และการนำไปใช้ ฯลฯ

ปัจจุบัน โครงสร้างและฟังก์ชั่นของ Data trusts ยังอยู่ระหว่างขัดเกลา แต่ในทางทฤษฎี นี่คืออีกหนึ่งตัวเลือกในการแก้ปัญหาเรื่องละเมิดความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน

#4
Green hydrogen พลังงานสะอาดที่แท้จริง

ไฮโดรเจน ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะที่สุด สำหรับการทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้ง การเผาไหม้ที่สะอาด ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถเก็บกักในรูปของเหลวได้

ปัญหาเดียวคือ เชื้อเพลิงหลักที่ใช้ในกระบวนการผลิตไฮโดรเจนในปัจจุบันมาจาก ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งยังคงก่อให้เกิดมลภาวะอยู่ดี

แต่การพัฒนาแบบก้าวกระโดดของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในช่วงที่ผ่านมา ช่วยให้การผลิตไฮโดรเจนที่ไม่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมกลายเป็นจริง โดยมีหลายประเทศในยุโรป กำลังผลักดันให้เกิดขึ้น และเริ่มต้นการวางโครงสร้างพื้นฐานไปแล้ว

กรีนไฮโดรเจน ยังได้รับเลือกให้เป็นเทคโนโลยีสำคัญของปีนี้ จากทาง Lux Research เช่นกัน อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

#5
TikTok พลังของอัลกอริทึมเพื่อ Personalization

ความโดดเด่นของ TikTok ที่ทำให้มันกลายเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คสำหรับคนยุคปัจจุบัน คือการทำงานของอัลกอริทึม ซึ่งแตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ

เพราะขณะที่แพลตฟอร์มทั่วไป พยายามนำเสนอคอนเทนต์สำหรับคนหมู่มาก

TikTok กลับทำในสิ่งที่สวนทาง คือเป็นในลักษณะ personalization และเน้นคอมมูนิตี้ของคนที่มีความสนใจคล้ายกันเป็นหลัก โดยอาศัยข้อมูลที่รวบรวมจากการใช้งาน และให้ AI กับ machine learning คอยคัดกรองวิดีโอเพื่อนำเสนอ

วิธีนี้มีส่วนช่วยสร้างครีเอเตอร์หน้าใหม่นับไม่ถ้วนให้เป็นที่นิยมในเวลาอันสั้น ซึ่งส่งผลย้อนกลับมาให้ TikTok เติบโตควบคู่กันไป และกลายเป็นแนวทางให้แพลตฟอร์มอื่น ๆ เดินตามรอยบ้าง

การเติบโตของ TikTok และรักษาตลาดที่ตัวเองสร้างขึ้นมาไว้ได้ เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับคนทำธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

#6
Multi-skilled AI ปัญญาประดิษฐ์สารพัดประโยชน์

แม้ AI จะก้าวหน้าขึ้นมากในช่วงหลายปีมานี้ แต่ก็ทำได้ดีเฉพาะในทักษะหรือสิ่งที่ถูกฝึกฝนมา และมักเกิดปัญหาเมื่ออยู่ในสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่อยู่นอกเหนือแบบแผน

แนวคิดเพื่อพัฒนาทักษะของ AI ให้กว้างขึ้น คือการขยายประสาทสัมผัสให้ปัญญาประดิษฐ์

ผ่าน Computer Vision (การวิเคราะห์ภาพและวิดีโอเพื่อจำแนกและเก็บข้อมูล) และ Audio Recognition (การรู้จำเสียง) เพื่อให้ AI มีคุณสมบัติใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น ทั้ง มองเห็น ได้ยิน รู้สึก และสื่อสาร และพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ช่วยที่ productive มากกว่าที่ผ่านมา

#7
แบตเตอรีลิเธียม เมทัล จุดเปลี่ยนยานยนต์ไฟฟ้า

รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถูกยกให้เป็นอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ความท้าทายของผู้ผลิต คือราคาที่ยังสูงเมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาป

และข้อจำกัดของแบตเตอรีลิเธียมไอออน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ EV ในปัจจุบัน ทั้งเรื่องการจุไฟได้น้อย และใช้เวลาในการชาร์จนานกว่าเติมน้ำมันมาก

ทางออกของปัญหานี้ คือแบตเตอรี่ลิเธียม เมทัล ของ QuantumScape สตาร์ทอัพจากซิลิคอน วัลลีย์ ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพของ EV ได้ถึง 80% และใช้เวลาเพียง 15 นาที เพื่อชาร์จให้ถึงความจุ 80%

ปัจจุบัน QuantumScape ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจาก Volkswagen ผู้ผลิตยานยนต์อันดับสองของโลก และมีแผนวางตลาด EV ที่ใช้แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ได้ภายในปี 2025

#8
Digital contact tracing ระบบติดตามต้านโรคระบาด

เมื่อโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก มีความพยายามจากภาครัฐ และเอกชน ในการนำระบบติดตามผู้มีความเสี่ยงบนสมาร์ทโฟนใช้ เพื่อลดโอกาสแพร่กระจายของเชื้อ

แอปพลิเคชั่นสำหรับติดตามตัวนี้ ทำงานบนเทคโนโลยีพื้นฐาน อย่าง GPS หรือบลูทูธ เพื่อตรวจสอบข้อมูลว่าใครอยู่ในรัศมีทำการในระยะเวลาที่กำหนด และบันทึกรหัสประจำตัวของคนเหล่านั้นไว้บนสมาร์ทโฟน

ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ต่อเมื่อตรวจพบผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยจะต้องยินยอมเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้ระบบส่วนกลางสามารถนำข้อมูลในสมาร์ทโฟนมาใช้ เพื่อติดตามหาบุคคลอื่นในรัศมีทำการ ในฐานะกลุ่มเสี่ยงต่อไป

ปัจจุบัน Digital contact tracing ถูกนำมาใช้ควบคุมการระบาดในกลุ่มประเทศยุโรป และในสิงคโปร์เท่านั้น จึงไม่ถือว่าประสบความสำเร็จมากนักในการรับมือการระบาดทั่วโลก

เหตุผลหลักที่หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้ Digital contact tracing ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คือการไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน เนื่องจากความกังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัวนั่นเอง

ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องนำไปหาทางแก้ไขต่อไป เพื่อเตรียมรับมือการระบาดครั้งต่อ ๆ ไปในอนาคต

#9
Remote everything วันที่โลกเข้าสู่ยุคไร้พรมแดนเต็มตัว

การระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเองใหม่ นอกจากการทำงานแบบ Work from Home ที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่แล้ว

สองอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือเฮลธ์แคร์ และการศึกษา ที่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการให้บริการทางไกลแบบออนไลน์

ในปีที่ผ่านมา Snapask สตาร์ทอัพติวเตอร์ออนไลน์ มียอดผู้ลงทะเบียนถึง 3.5 ล้านคนใน 9 ประเทศ ขณะที่ Byju’s แอปพลิเคชั่นเพื่อการศึกษาในอินเดีย ก็มีผู้ใช้งานเกือบ 70 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีของความเท่าเทียมทางการศึกษา

ขณะที่หลายประเทศในแอฟริกา ก็สามารถขยายการให้บริการสาธารณสุขไปสู่คนนับล้านในถิ่นทุรกันดารได้ ในรูปของเทเลเมดิซีน (บริการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ผ่านวิดีโอคอล)

#10
Hyper-accurate positioning ดาวเทียมนำทางสุดแม่นยำ

เทคโนโลยี Global Positioning System (GPS) ของสหรัฐฯ ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 90 นั้น มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน และการดำเนินธุรกิจ

และในอนาคต ระบบนำทางจะถูกพัฒนาให้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยร่นจากระยะ 5 ถึง 10 เมตร เหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร หรือมิลลิเมตรเท่านั้น ซึ่งจะนำไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ตามมา ตั้งแต่หุ่นยนต์เดลิเวอรี รถไร้คนขับ ไปจนถึงการเตือนภัยธรรมชาติ

หนึ่งในนั้นคือ ระบบดาวเทียมนำทางเป๋ยโต่ว (Beidou Navigation Satellite System) หรือ BDS ที่จีนใช้เวลาในการพัฒนาถึง 30 ปี พร้อมให้้บริการครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลกแล้ว หลังส่งดาวเทียมดวงที่ 55 สู่วงโคจรโลก เมื่อกลางปีที่ผ่านมา

และ ไทย ก็เป็นประเทศแรกที่ลงนามข้อตกลงการติดตั้งระบบดาวเทียมบอกพิกัดเป๋ยโต่วของจีน ตั้งแต่เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2556

ปัจจุบัน BDS มีความแม่นยำในระดับไม่เกิน 2 เมตร ซึ่งจะร่นระยะให้เหลือในระดับเซนติเมตรหรือมิลลิเมตรได้ ด้วยการผนวกเข้ากับเทคโนโลยีอื่น อย่าง 5G, AI และคลาวด์

ขณะที่ GPS ซึ่งถูกนำมาใช้ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 90 ก็อยู่ระหว่างอัพเกรดเช่นกัน โดยดาวเทียมรุ่นใหม่ 4 ดวงในโครงการ GPS III เพิ่งถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรโลก ในเดือนพฤศจิกายน และจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีกภายในปี 2023 เพื่อให้บริการแข่งขันกับ BDS นั่นเอง

เรียบเรียงจาก
10 Breakthrough Technologies 2021

GPT-3, Bloviator: OpenAI’s language generator has no idea what it’s talking about

The EU is launching a market for personal data. Here’s what that means for privacy.

Thailand is Beidou navigation network’s first overseas client

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
49
Shares
Previous Article
E-signature

Adobe เผยสถิติ E-signature โตก้าวกระโดด รับกระแส Contactless ยุคโควิด

Next Article

AiFi ร้านค้าปลีกอัตโนมัติ เทรนด์แห่งอนาคตที่กลายเป็นจริงแล้ว

Related Posts