จากหุ้นสุดฮอตที่เติบโตถึง 743 % ในปี 2020 ส่งผลให้ อีลอน มัสก์ กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดในโลก

ปัจจุบัน ราคาหุ้น TSLA กลับดิ่งลงเรื่อย ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ จนทรัพย์สินของ มัสก์ หายไปแล้ว 8 แสนล้านบาท

ตกลงเกิดอะไรขึ้นกับหัวหอก EV รายนี้กันแน่?

ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ TSLA ยังคงดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จนจบที่ราคาต่ำกว่า 600 ดอลลาร์ (ประมาณ 18,000 บาท) เป็นครั้งแรก นับจากวันที่ 4 ธันวาคมปีที่แล้ว

ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินของ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่ผูกกับราคาของ TSLA หายไปกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์ (820,000 ล้านบาท) เทียบเท่ากับมูลค่าทรัพย์สิน “ทั้งหมด” ของมหาเศรษฐีอันดับ 52 ของโลก อย่าง เจมส์ ไดสัน ผู้ก่อตั้ง Dyson

ทาง CNBC ได้ย้อนกลับไปตรวจสอบ และวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหุ้นสุดฮอตในปี 2020 ตัวนี้ ว่าเกิดอะไรขึ้น และได้คำตอบดังนี้

#1
การปรับฐานหุ้นเทคทั้งกระดาน

เมื่อวันพฤหัสบดี เจอโรม พาวล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่าผลของการที่เศรษฐกิจในประเทศเริ่มฟื้นตัว หลังปลดล็อคมาตรการที่เกี่ยวกับโควิด อาจส่งผลให้ราคาสินค้า และอัตราเงินเฟ้อดีดตัวเป็นการชั่วคราว

อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้กระแสเงินสดในอนาคต ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในมูลค่าของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีลดลง จนนำไปสู่การปรับฐานครั้งใหญ่ และกระทบกับหุ้นกลุ่มนี้โดยรวม ทั้ง Apple (ลดลงจาก 129 เหลือ 121 ดอลลาร์) Netflix (523 เหลือ 516 ดอลลาร์) แต่ TSLA ได้รับผลมากกว่าหุ้นตัวอื่น ๆ

#2
การแข่งขันในตลาด EV ที่เริ่มสูงขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมา รอน แบรอน นักลงทุนรายใหญ่ที่ถือหุ้น TSLA ไว้ เริ่มกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในบริษัทอื่น ที่คาดว่าจะก้าวขึ้นเป็นคู่แข่งในอุตสาหกรรมนี้ เช่น Cruise ในเครือ GM หรือ Rivian ที่มี Amazon หนุนหลัง

สอดคล้องกับความเห็นของ สตีฟ เวสต์ลีย์ อดีตบอร์ดบริหาร ที่ให้สัมภาษณ์ว่า Tesla คงจะไม่ได้เป็นผู้นำด้าน EV ไปตลอด และคงต้องเร่งพัฒนาให้มากขึ้น หากต้องการรักษาสถานะนี้ไว้

อีกสัญญาณที่สนับสนุนเรื่องนี้ คือยอดขาย Mach E และ ID.3 ยานยนต์ไฟฟ้าของ Ford และ Volkswagen ที่เริ่มต้นได้ดีในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่ค่ายรถยนต์อื่น ๆ ก็เตรียมวางตลาด EV ที่พัฒนาขึ้น เพื่อเป็นตัวเลือกเพิ่มเติมภายในปีนี้

(อ่านเพิ่มเติม ว่าในความเป็นจริง การแข่งขันในตลาด EV ที่สูงขึ้น อาจเป็นผลดีกับ Tesla มากกว่าก็ได้ ใน นักวิเคราะห์คาด ปี 2019 Tesla เจองานหนัก หลังแบรนด์ใหญ่เตรียมรุกตลาด EV เต็มตัว)

#3
การขาดแคลนชิ้นส่วนสำคัญ

เร็ว ๆ นี้ มัสก์ ทวีตว่า โรงงาน Tesla ในแคลิฟอร์เนีย ต้องหยุดทำการ 2 วัน เพราะขาดแคลนชิ้นส่วน แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นชิ้นส่วนไหน

แต่คาดกันว่าน่าจะเป็นตัวเซมิคอนดักเตอร์ ที่ แซคคารี เคิร์คฮอร์น ซีเอฟโอของบริษัทฯ ระบุถึงในรายงานที่นำส่งกลต.สหรัฐฯ ตอนปลายปีที่แล้ว

เนื่องจากปัจจุบัน มีความต้องการสินค้าอิเลคทรอนิคส์มากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตเซมิคอนดักเตอร์ได้เพียงพอต่อความต้องการของท้องตลาด จนสินค้ายอดนิยมอย่าง iPhone และ PS 5 อาจขาดตลาดไปอีกอย่างน้อยครึ่งปี

แต่อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้มากที่สุด ก็คือรถยนต์ ซึ่งไม่ใช่แค่ Tesla เท่านั้น แต่คู่แข่งอื่น ๆ อย่าง GM, Volkswagen หรือ Nissan ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

#4
ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ปัจจุบัน Tesla อยู่ในช่วงขยายฐานการผลิต ด้วยการสร้างโรงงานเพิ่ม ทั้งในเท็กซัส สหรัฐอเมริกา, บรันเดนบูร์ก เยอรมนี รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานที่เซี่ยงไฮ้ และปรับปรุงบางส่วนของโรงงานที่ฟรีมอนท์ให้ดีขึ้น

ในอนาคต มัสก์ ยังมีแผนที่จะทำเหมืองลิเธียมของตัวเอง และเพิ่มกำลังการผลิตให้กับโรงงานแบตเตอรี่ที่ฟรีมอนท์ด้วย

ทั้งหมดนี้ทำให้บริษัทต้องลงทุนเพิ่มเติม ซึ่ง มัสก์ ยอมรับว่ามีความเสี่ยงสูง ตามที่ส่งอีเมลถึงพนักงานช่วงปลายปีที่แล้วว่า ทุกวันนี้ นักลงทุนเชื่อถือในบริษัทเพราะคาดหวังถึงการทำกำไรในอนาคต แต่ก็อาจถอนตัวได้ตลอดเวลา หากรู้สึกไม่เชื่อมั่น หรือไม่คิดว่าบริษัทจะทำกำไรได้

“ถ้าเมื่อไหร่ที่พวกเขาคิดว่ามันจะไม่เกิดขึ้น หุ้นของเราก็คงถูกขยี้เหมือนใช้ค้อนทุบตึกฟาดบนเค้กซูเฟล่นั่นแหละ”

เรียบเรียงจาก

Tesla closes below $600 for the first time since December — here’s what’s weighing the stock down

Why this rate-driven sell-off is hitting tech stocks hardest

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า