สรรเสริญ สมัยสุต

10 แนวทางสร้างธุรกิจ แบบ “มือขวาเจ้าสัว” สรรเสริญ สมัยสุต

“เบสต์” สรรเสริญ สมัยสุต ชื่อนี้มีความพิเศษไม่เหมือนใคร

เพราะในเวลาไม่นาน เขาเป็นได้ทั้งผู้ประกอบการ และผู้บริหารมืออาชีพ ที่ประสบความสำเร็จ ในระดับที่ผมหรือหลายคน แค่เลือกทำอย่างใดอย่างนึงให้สำเร็จเหมือนเขา โดยใช้เวลาทั้งชีวิต ก็ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่

จากเจ้าของ SME สู่ผู้บริหาร True

ในฐานะ Serial Entrepreneur คุณเบสต์เริ่มทำธุรกิจเอง ตอนอายุแค่ 22 และใช้เวลาแค่ 3-4 ปี ปั้น SME เล็ก ๆ ที่ใช้บ้านเป็นออฟฟิศ จนเติบโตมีพนักงานหลัก 100 คน

ที่เด็ดสุดคือการทำโปรเจกต์ระดับปริญญาโท เป็นเว็บ weloveshopping.com และ MarketatHome แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยุคบุกเบิก ให้คนไทยเข้าไปเปิดร้านขายของออนไลน์ได้ง่าย ๆ เหมือนตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ด

เพราะใช้เวลาในการสร้างร้านแค่ 5 นาที

ความง่ายนี่เองที่ทำให้ MarketatHome เติบโตเป็นแพลตฟอร์มเบอร์ต้น ๆ ของไทย ด้วยยอดซื้อขายกว่า 6,000 ล้านบาท จนกลุ่ม True ตัดสินใจขอซื้อ

และเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงของคุณเบสต์ ในฐานะ MD อายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ ของกลุ่ม True

ทั้งหมดนี้ เขาทำสำเร็จตอนอายุแค่ 28

มือขวาเจ้าสัว

ในฐานะผู้บริหารมืออาชีพ คุณเบสต์ ก็มีบทบาทสำคัญในหลายธุรกิจหลักที่เราคุ้นเคยกันดี

ทั้ง True Money, True ID รวมถึง Ascend ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ในเครือ CP ที่เติบโตจนขยายไปใน 6 ประเทศ และได้ Alibaba เข้ามาร่วมถือหุ้น 20%

ก่อนเพิ่มสถิติส่วนตัวในฐานะประธานบริษัทที่อายุน้อยที่สุด ตอนอายุ 38

ส่วนปัจจุบัน คุณเบสต์ดำรงตำแหน่ง ประธานสำนักพัฒนาธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์

นับเป็นขุนพลที่สำคัญสุดคนนึง เปรียบเป็น “มือขวา” ของเจ้าสัว คอยช่วยเคลื่อน เปลี่ยน และ สร้างธุรกิจต่างๆ ในเครือ CP ให้พร้อมคว้าโอกาสในปัจจุบัน และอนาคต

ควบคู่ไปกับภารกิจสำคัญ ที่เขากำลังสนุกในการสร้างซีอีโอรุ่นใหม่ๆ มารับไม้ต่อในอนาคต

ในคลาสเรียน DTX : Digital Transformation Xponential คุณเบสต์ ก็กลั่นเอาสิ่งที่เขาเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง มาเล่าแบบง่าย ๆ ไม่เน้นทฤษฎี ซึ่งผมขอสรุปตามความเข้าใจเท่าที่ทำได้ ตามนี้

#1
อาจารย์ที่ดีที่สุด คือตัวเราเอง

เพราะการเริ่มธุรกิจใหม่ ๆ ผู้ประกอบการต้องเรียนรู้ สอนตัวเองเกี่ยวกับธุรกิจนั้นให้คมก่อน จึงจะหาใครมาช่วยทำต่อได้

เหมือนที่คุณเบสต์เรียนรู้ และหัดเขียนโปรแกรมด้วยตัวเอง เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในสมัยนั้น

หรือการสอนตัวเองด้านอื่น ๆ เช่น วิธีการดึงคนเก่ง อายุมากกว่า จากบริษัทที่ใหญ่และมั่นคง มาทำงานด้วย ตอนเริ่มสร้าง MarketatHome ที่ยังเป็นบริษัทเล็ก ๆ

จนมาลงตัวที่การตามส่องดูโปรแกรมเมอร์ ซึ่งตอบคำถามตามเว็บบอร์ดต่างๆ ในสมัยก่อน

จากนั้น ค่อยเลือกคนที่มีของ ขอนัดคุย โชว์สิ่งที่คุณเบสต์ทำมาแล้ว และสิ่งที่เขาอยากชวนมาช่วยกันทำต่อ

แลกกับค่าตอบแทนมากกว่าแค่เงินเดือน ทั้งหุ้นและ Incentive ซึ่งถือว่าใหม่มากในสมัยนั้น (ปี 2546)

ซึ่งเป็นบทเรียนที่อาจารย์เบสต์ นำมาใช้สอนตัวเอง ในยามที่ต้องเป็นผู้บริหาร

นิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมรับสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา ก็คือ Growth Mindset ทักษะสำคัญของโลกสมัยใหม่ ที่ธุรกิจ และความรู้ต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คนที่เป็นอาจารย์ตัวเอง สอนตัวเองได้ก่อน ย่อมมีโอกาสมากกว่า

ในอีกแง่ การเป็นอาจารย์ของตัวเอง ยังหมายถึงความสามารถในการประเมินตัวเองได้ โดยไม่ลำเอียง

รู้ว่าที่ผ่านมา ทำอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรต้องปรับบ้าง ทั้งเรื่องชีวิต และธุรกิจ เพราะการวัดผลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งสองเรื่อง

ที่สำคัญ มันยังแสดงถึงความรับผิดชอบต่อตัวเองด้วย เพราะคุณเบสต์ย้ำว่า ถ้ายังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้ จะไปรับผิดชอบธุรกิจ หรือชีวิตคนอื่นได้ยังไง?

#2
คนเก่งต้องแสดงจุดแข็งได้ชัดกว่าจุดอ่อน

เมื่อเป็น Master of your own แล้ว สิ่งที่ตามมา คือคุณย่อมรู้ว่าตัวเองมีจุดแข็ง หรือ จุดอ่อนอะไร

การมุ่งพัฒนาจุดแข็งให้เด่นขึ้น เพื่อเป็นซูเปอร์แมนให้ได้ น่าจะดีกว่า เสียเวลามากมายไปแก้จุดอ่อน แล้วสุดท้าย กลายเป็นคนธรรมดา

ถามว่าจุดไหนที่ทุกคนควรพัฒนาให้เป็นจุดแข็งให้ได้

คำแนะนำจากคุณเบสต์ คือ Mindset หรือ ทัศนคติ เพราะประสบการณ์ของเขาพิสูจน์แล้วว่าถ้าคุณมี Mindset ที่ดี ต่อให้วันนี้ยังหาเงินไม่ได้ดีเท่า แต่ไม่นาน การเงินก็จะค่อย ๆ เป็นบวกตามทัศนคติของคุณ

กลับกัน แม้วันนี้เกิดโชคดี มีเงิน มีโอกาสดี แต่ไม่รู้จักพัฒนา Mindset แล้ว วันข้างหน้า สิ่งที่เคยมีก็จะค่อย ๆ ปรับลงมาจนเท่ากับ Mindset ในที่สุด

#3
ไม่ชอบแก้ปัญหา อย่ามาเป็นเจ้าของธุรกิจ

ส่วน Mindset ที่ต้องมีในการเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือผู้บริหารระดับสูง คือ ต้องชอบแก้ปัญหา อย่าหนีปัญหา เหมือนที่เขารู้สึกสนุกตลอด ที่ได้แก้ปัญหาใหม่ๆ

ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ๆ  ด้วย ยิ่งรู้สึกมัน สะใจที่แก้ได้ ส่วนถ้าปัญหาไหนยากมาก ๆ ก็ต้องรู้จักปล่อยวาง รู้จักใช้เป็นแรงกระตุ้นได้ แต่อย่าให้มันย้อนกลับมากดดันตัวเอง

คุณเบสต์เล่าให้ฟังว่าหลายครั้งที่อยู่ในสถานการณ์นี้ เขามักพูดกับตัวเองก่อนเข้าบ้านว่า “เออ..มึงแน่มาก วันนี้แก้ไม่ได้ เดี๋ยวกูขอไปนอนก่อน แล้วพรุ่งนี้จะมาแก้ใหม่ให้ได้ ถ้าทำเองไม่ได้ ก็จะหาใครมาช่วยแก้ให้ได้”

เพราะประสบการณ์ที่ต้องแก้ปัญหามาตลอด ทั้งในฐานะเจ้าของกิจการ และผู้บริหารสอนเขาว่า

ไม่มีปัญหา = ไม่ได้ทำอะไร

ปัญหาเก่า = บริษัทถอยหลัง

ปัญหาใหม่ = บริษัทเดินหน้า

#4
คิดให้ใหญ่ ทำให้ยาก

คุณเบสต์บอกว่า เขาชอบที่จะทำเรื่องยาก มากกว่าเรื่องง่าย เพราะโดยธรรมชาติของยาก มีคนทำน้อยกว่า จึงมีคนทำสำเร็จน้อยกว่า คู่แข่งก็น้อยกว่าไปด้วย

แต่ของง่ายนั้น มีคนทำมาก คนไม่เก่งมากก็ทำได้ ซึ่งคนไม่เก่งมาก ก็มักไม่สอนตัวเอง ไม่หาวิธีใหม่ ๆ แต่จะใช้วิธีเก่า ๆ ง่าย ๆ แล้วค่อย “แข่งด้วยราคา”

ทำให้คนเก่ง ถึงพยายามทำของง่าย ด้วยวิธีใหม่ ๆ แค่ไหน สุดท้ายก็จะโดนดึงเข้าสู่การแข่งขันราคา อย่างเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน การคิดวางเป้าหมายให้ใหญ่ก็สำคัญ เพราะถ้าเลือกทำเล็ก เป้าหมายเล็ก ก็จะลงมือแค่เล็ก ๆ ทำอะไรแค่ปรับปรุง ต่อจากยอดวิธีเดิม ๆ อยู่แค่ในคอมฟอร์ทโซน และได้ผลลัพธ์ที่เล็กไปด้วย

กลับกันถ้าเลือกทำของใหญ่ เป้าใหญ่แล้ว กลยุทธ์ต้องใหญ่ตาม จึงต้องทิ้งวิธีการแบบเก่า บังคับตัวเองให้ออกจากคอมฟอร์ทโซน เพื่อหาวิธีใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ใหญ่ตามไปด้วย

นั่นทำให้เขาเลิกทำธุรกิจรับสร้างเว็บไซต์ ที่เป็นของเล็ก หันมาทำใหญ่ คือการสร้างแพลตฟอร์มให้ลูกค้าเปิดร้านได้ใน 5 นาที หรือเลือกผลักดันธุรกิจใหม่ ที่มีโอกาสเป็น New S-Curve ให้กับองค์กรอยู่เสมอ

#5
จ้างคนให้แพงกว่าตัวเอง

คุณเบสต์มองว่า SME ส่วนใหญ่ คนที่มีค่าตัวสูงสุดมักเป็นเจ้าของกิจการ

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเปลี่ยนธุรกิจของตัวเอง จาก SME ให้เป็นบริษัทแถวหน้าของประเทศได้

คือการจ้างคนที่ค่าแรงแพงกว่าเจ้าของให้ได้ เพราะไม่งั้นก็ไม่สามารถหาวิธี หรือความคิดใหม่ ๆ ที่เจ๋งกว่า มาทำของใหญ่ และของยากได้

และปัจจัยที่คุณเบสต์มองว่าช่วยดึงดูด คนเก่งกว่า ค่าตัวแพงกว่า มาได้ มีอยู่ 5 อย่าง เรียงตามลำดับความสำคัญได้ตามนี้

1) คุณภาพของโอกาส

2) อำนาจการตัดสินใจ ลงมือ

3) วัฒนธรรมองค์กร

4) กระบวนการทำงาน

5) ค่าตอบแทน

จากประสบการณ์ล่าคนเก่ง คุณเบสต์พบว่า “ตัวจริง” ส่วนใหญ่ มักถามก่อนว่าพวกเขาจะมีโอกาสได้ทำอะไร โปรเจกต์ที่จะทำนั้นใหญ่ และน่าสนใจแค่ไหน

ถ้าตกลงร่วมงานแล้ว เขาจะมีอำนาจในการตัดสินใจ เลือกลงมือทำตามสิ่งที่คิดได้มากแค่ไหน

ส่วนค่าตอบแทนเป็นเรื่องท้าย ๆ เพราะคนเก่งจริง ส่วนใหญ่ ไม่มีปัญหาในการได้ค่าตอบแทนที่ต้องการอยู่แล้ว

ถึงตรงนี้ คุณเบสต์ มีหลักในการจ้างคนเก่ง ที่เรียกว่า 234 นั่นก็คือ

จ้าง 2 คน

ให้เงินเดือนเท่า 3 คน

แต่ให้ได้งานเท่า 4 คน

#6
สร้างธุรกิจระดับโลก เหมือนเล่นเกมสร้างสวนสัตว์

คุณเบสต์ มองว่าการสร้างธุรกิจระดับโลก ก็เหมือนการสร้างสวนสัตว์ คุณไม่มีทางสร้างสวนสัตว์ระดับโลกได้ ถ้าเลี้ยงแต่ แกะ อย่างเดียว

แต่ต้องมีให้ครบทุกสายพันธุ์ ทั้ง เสือ สิงห์ กระทิง ลิง แรด หมู หมา กา ไก่ หรือแม้แต่สัตว์แปลก ๆ หายาก ที่สวนสัตว์อื่นไม่มี อย่าง แพนด้า ก็ต้องไปตามหามาให้ได้

แน่นอนว่า เมื่อสัตว์หลายชนิด ที่นิสัยต่างกันมาอยู่รวมกัน มันต้องมีปัญหาธรรมดาแต่ถ้าไม่มีปัญหา แสดงว่ามันไม่ทำงาน !!

นั่นเป็นหน้าที่เจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารในการหาทางให้ฝูงสัตว์เหล่านี้อยู่ร่วมกันโดยมีปัญหาน้อยที่สุด

ทั้งการสร้างโอกาสใหม่ ๆ หางานใหญ่ ๆ ให้ทำ โดยไม่ต้องแย่งกัน จนไม่มีเวลามาทะเลาะกัน เพื่อช่วยให้บริษัทเติบโต ซึ่งค่าตอบแทนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

หรือสร้างกระบวนการทำงาน วัฒธรรมองค์กรให้อยู่ร่วมกันได้ ให้เห็นความสำคัญของความแตกต่าง (Diversity)

เพราะในอีกแง่หนึ่ง เด็กติดเกมอย่างเขา มองว่าการทำธุรกิจ ก็ไม่ต่างจากการเล่นเกมเท่าไหร่

สิ่งที่ผู้เล่นต้องทำ คือเคลียร์ด่านทางธุรกิจ ซึ่งมีความยาก และซับซ้อนต่างกันไป แม้ในด่านแรก ๆ อาจง่าย เล่นเองก็ผ่านได้ แต่ในด่านท้าย ๆ ผู้เล่นอาจต้องการความสามารถที่ต่างไป หรือใครมาช่วยเล่น เพื่อเอาชนะบอสตัวสุดท้าย

คุณเบสต์ แนะนำว่าอย่าพยายามเล่นเองทั้งหมด เพราะนอกจากจะผ่านด่านไม่ได้ไกลแล้ว ยังอาจจะหัวร้อนโยนจอยทิ้งได้ง่าย ๆ

#7
ยาวิเศษสำหรับธุรกิจคือความจริง

ถ้าเปรียบเทียบธุรกิจเป็นเกมแล้ว ไอเทมพิเศษ หรือสูตรโกงที่เด็ดสุด สำหรับคุณเบสต์คือ ความจริง

เพราะจะทำให้วัดผล ติดตาม วางแผน รวมถึงประเมินธุรกิจที่ทำอยู่ เพื่อนำไปสู่การปรับกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้อง

แต่ปัญหาใหญ่ที่สุด คือการทำให้คนในองค์กรพูดความจริงออกมา ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งถ้าความจริงนั้นกระทบกับตัวเอง หรือคนอื่นในองค์กร

ตัวอย่างหนึ่งที่คุณเบสต์ใช้ คือให้รางวัลคนที่กล้าพูดความจริง พูดเรื่องสำคัญที่มีผลกับธุรกิจ แต่เป็นประเด็นที่ไม่มีใครเคยพูด

ซึ่งในการประชุมทุกครั้ง เขาจะให้เวลากับเรื่องพวกนี้ มากกว่าอะไรที่รู้อยู่แล้ว

อีกวิธี คือให้เด็กใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรมีโอกาสพูด นำเสนอกับผู้บริหารระดับสูงโดยตรง สิ่งที่จะได้คือความจริงบางอย่างที่ไม่เคยได้ยิน จากคนที่ทำงานมานานแล้ว และมีส่วนได้เสียโดยตรง

ความจริงที่ไม่เคยรู้มาก่อนนี่แหละ ที่ธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้ ทั้งปรับปรุงและหาโอกาสใหม่ ๆ ได้ต่อไป

#8
พูดให้เยอะในสิ่งที่ทำ ฟังให้เยอะในสิ่งที่ต้องตัดสินใจ

คุณเบสต์ เชื่อว่าเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารต้องฟังให้เยอะก่อน เพราะนอกจากจะทำให้คนในองค์กรกล้าพูดความจริงแล้ว ยังทำให้ตัดสินใจได้เฉียบคมมากขึ้น

เพราะในมุมของคุณเบสต์ คนเก่งที่มีข้อมูลน้อยในการตัดสินใจ ก็คือคนไม่เก่ง

ขณะเดียวกัน ต้องพูดให้เยอะในสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพราะนอกจากจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ตรงกันแล้ว การสื่อสารยังเป็นตัวคูณความสำเร็จในองค์กรด้วย

หลายครั้งที่เขาใช้เวลาเป็นครึ่งวัน พูดคุยกับผู้บริหารเป็นรายคน เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่กำลังทำกันอยู่ รวมถึงหลักการและวิธีคิด เพื่อให้ผู้บริหารนำไปพูดคุย และทำต่อกับทีมได้เอง

แต่ไม่ต้องพูดเยอะในสิ่งที่ไม่ทำ เพราะคนมีวิสัยทัศน์ กับคนขี้โม้ ต่างกันแค่นิดเดียว ตรงที่คนแรก “เล่าอนาคตที่จับต้องได้” ส่วนอีกคน “ฟุ้งถึงอนาคตที่จับต้องไม่ได้”

#9
ทำงานอย่างมีกลยุทธ์คือที่สุด

คุณเบสต์ให้ความสำคัญกับ การทำงานอย่างชาญฉลาด (Work Smart) มากกว่าการทำงานหนัก (Work Hard) และการทำงานอย่างฉลาดนั้น คือการทำงานที่มีกลยุทธ์ (Work with Strategy)

พร้อมยกตัวอย่างกลยุทธ์ในการรับคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาใช้อยู่เสมอ เช่น เลือกรับเด็กที่ทำกิจกรรม หรือเป็นผู้นำก่อน เพราะถ้าเพื่อนยอมรับ และทำงานกับคนอื่นได้ ก็สามารถพัฒนาเป็นผู้นำได้ง่าย

หรือในกรณีที่มีคนสำคัญลาออก เขาไม่พลาดที่จะทำ Exit Interview เสมอ เพราะการเปิดโอกาสให้คนที่กำลังจะออกได้พูด คือกลยุทธ์ที่จะทำให้ความจริงในบริษัทได้ดีที่สุด

ทั้งหมดนี้ เกิดจากประสบการณ์ตรงที่สอนเขาว่า ถ้าไม่มีกลยุทธ์ในการรับคนได้คมพอ องค์กรซึ่งเป็นที่ทำงาน อาจกลายเป็นแค่สถานศึกษา

หรือแม้แต่กลยุทธ์ในการเลือกธุรกิจใหม่ ที่เขามักมองจาก

1) ความใหญ่และน่าสนใจของโอกาส

2) จังหวะเวลาที่ใช่

3) ทีมงาน

4) แผนการ

5) เงินทุน

เพราะคุณเบสต์เชื่อว่า การตัดสินใจโดยไม่มีกลยุทธ์ เหมือนซื้อหวยไปเรื่อยเปื่อย ที่ยากจะถูกรางวัล คงไม่มีผู้บริหาร หรือเจ้าของที่ดี ทำธุรกิจแบบซื้อหวย

เขายืนยันว่ากลยุทธ์สามารถปรับใช้ในชีวิตได้ แม้แต่การเลือกแฟน ให้ได้คนที่ใช่

เหมือนที่คนบ้างานอย่างเขา ลองให้แฟนเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคล เพราะถ้าจัดการเหล่าสัตว์ในสวนสัตว์ได้ แค่ให้จัดการเขาอีกคน คงไม่ยากเกินไป

และถ้าจัดการเขาและงานของเขาได้ก็น่าจะทั้งเข้าใจ และเป็นคนที่ใช่ของกันและกัน

#10
ซื้อใจให้ครบทั้งฟ้าดิน

คุณเบสต์มองว่าอย่างหนึ่งที่คนไทย ต่างจากฝรั่งหรือตะวันตก คือมีความจำเป็นต้องซื้อใจคนที่ทำงานกับเรา

กับเด็กสมัยใหม่ นอกจากซื้อใจด้วยคาแรกเตอร์ และวิสัยทัศน์แล้ว ยังต้องหาโอกาสเจ๋ง ๆ มาให้ มอบอำนาจการตัดสินใจ ให้โอกาสผิดพลาดบ้าง และร่วมรับผิดชอบตามความเหมาะสม

ส่วนถ้าเป็นผู้บริหารมืออาชีพ ต้องรู้จักบริหารให้ “ฟ้าไม่ผ่าดิน” ให้เจ้าของนอนหลับได้อย่างสบายใจ ว่าจะมีคนช่วยดูแลธุรกิจเขาได้ ไม่เสี่ยงเจ๊ง ไม่บ่ายเบี่ยง ที่จะรับผิดชอบงานใหม่ ๆ

กล้ารับผิด เสียผลประโยชน์บ้าง หากงานไม่สำเร็จ รู้จักโทษตัวเองเพื่อหาทางแก้ไขก่อนโทษคนอื่น

และสำคัญที่สุด ความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาอยากได้ ในวันที่ตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจ

เมื่อต้องมาเป็นผู้บริหาร เขาจึงกล้าพูดความจริงกับเจ้าสัว ถ้ามันเป็นความจริงที่ส่งลผลทางธุรกิจ โดยไม่กังวลว่าจะทำให้อีกฝ่ายมองเขขาอย่างไร เพราะนั่นคือการซื้อใจ ด้วยความซื่อสัตย์

สุดท้ายคุณเบสต์ถามคนฟังว่า คุณคิดว่าเจ้าสัวซื้อใจเขาและคนเก่ง ๆ มากมายได้ แค่ยอมจ่ายเงินเดือนสูง ๆ ให้รึเปล่า ?

หรือซื้อใจคนนอก มาทำงานให้ ด้วยวิสัยทัศน์ โอกาสทำงานที่ท้าทาย โปรเจ็กต์ใหญ่ระดับโลก ที่ทำให้คนเหล่านั้นได้เรียนรู้ จนเป็นอาจารย์ที่ดีของตัวเองได้เรื่อย ๆ กันแน่ ?

เหมือนที่เขามักจะบอกน้องในทีมว่าในชีวิตคนเรา มี “ความอิ่ม” อยู่สองประเภท

หนึ่งคือ อิ่มกาย เมื่อได้กินอะไรอร่อย ๆ จะแพงแค่ไหน สองชั่วโมงผ่านไปก็หายอิ่ม

และสองคือ อิ่มใจ จากทำอะไรที่มีความหมายให้สำเร็จ ซึ่งสำหรับเขา อย่างหลังทำให้อิ่มได้นานเป็นปี ๆ ทำให้มีแรงฝันฝ่า แก้ปัญหาใหม่ ๆ ในด่านต่อไป

เหมือนคำพูดติดปากที่เขาพูดอยู่เสมอว่า “แพ้เป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร” นั่นเอง

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Total
157
Shares
Previous Article
Stripe

Stripe โต 300% ในปีเดียว ทำสถิติใหม่บริษัทอเมริกันนอกตลาดมูลค่าสูงสุด

Next Article
ARK Invest

เจาะความคิด แคธี วู้ด ผู้นำทางนักลงทุนนวัตกรรมแห่ง ARK Invest

Related Posts