ถึงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพรวมของเศรษฐกิจจะซบเซา แต่ในวิกฤตสำหรับหลายคน ก็อาจเป็นโอกาสสำหรับบางคนได้

โควิด-19 คือตัวการที่เร่งปฏิกิริยาให้ อีคอมเมิร์ซ เติบโตขึ้น เพราะคนยังต้องจับจ่ายใช้สอย แม้จะอยู่บ้านมากขึ้น

สิ่งที่ตามมาคืออุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่ขยายตัวรวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

ยิ่งมีการหมุนเวียนของเม็ดเงินมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นโอกาสของผู้ให้บริการด้านชำระเงินออนไลน์มากขึ้นเท่านั้น

เหมือนที่ Stripe ของสองพี่น้อง แพทริค และ แจ๊ค คอลลิสัน โตขึ้นเกือบ 300% จาก 35,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือนเมษายน 2020 เป็น 95,000 ล้านดอลลาร์ (2.92 ล้านล้านบาท) ในปัจจุบัน

แซงหน้าทั้ง SpaceX (74,000 ล้านดอลลาร์) หรือ Instacart (39,000 ล้านดอลลาร์) ขึ้นไปเป็นสตาร์ทอัพ ที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับ 3 ของโลก รองจาก ByteDance (180,000 ล้านดอลลาร์) และ Ant Group (เคยมีการประเมินว่าอาจสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์ แต่หลังถูกทางการจีนสั่งพักการนำเข้าตลาด ทำให้ราคาอาจลดลงเหลือครึ่งหนึ่งแทน)

แต่ก็มากพอจะทำสถิติใหม่เป็นบริษัทอเมริกันนอกตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุด ทำลายสถิติเดิมที่ Facebook และ Uber ก่อนทำ IPO ที่ 80,000 ล้านดอลลาร์ (2.4 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2012 และ 72,000 ล้านดอลลาร์ (2.2 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2019 ตามลำดับ

Stripe ทำอะไร?

คือผู้ให้บริการระบบชำระเงินออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการ ที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำอย่าง Amazon, Github, Yelp, Spotify, Uber, Zoom และ Salesforce ฯลฯ ใน 43 ประเทศทั่วโลก (ยังไม่เปิดให้บริการในไทย)

จุดแข็งที่ทำให้พวกเขาถูกเลือกจากบริษัทน้อยใหญ่ทั่วโลก คือการอาสาจัดการเรื่องยุ่งยากของการดูแลระบบหลังบ้านให้ทั้งหมด

เพราะถ้าใครที่อยู่กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซมายาวนาน จะเข้าใจดีว่าระบบ payment processor หรือผู้ให้บริการเกทเวย์ต่าง ๆ นั้นมีขั้นตอนที่ยุ่งยากมาก ในการวางระบบชำระเงินบนเว็บไซต์ ซึ่งในอดีต อาจกินเวลาหลายอาทิตย์

สิ่งที่สองพี่น้อง คอลลิสัน เลือกทำคือแบกรับภาระยุ่งยากทั้งหมดนั้นไว้ ขอเพียงผู้ประกอบการ copy and paste ใส่โค้ดความยาว 7 บรรทัดที่ได้รับลงในเว็บไซต์ของตัวเอง ก็สามารถเปิดระบบชำระเงินออนไลน์ได้ทันที

(อ่านเพิ่มเติม รวยด้วยโค้ด 7 บรรทัด)

Stripe : รวยด้วยโค้ด 7 บรรทัด

ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเขา ตั้งแต่ติดต่อธนาคาร ผู้ให้บริการบัตรเครดิต เกทเวย์ เจ้าหน้าที่รัฐ ฯลฯ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นได้โฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำในธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มที่

โตไวในวิกฤต

เหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ Stripe เติบโตได้ขนาดนี้ ในช่วงเวลาสั้น ๆ คือการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของคนทั้งโลกในช่วงโควิดนั่นเอง

เพราะยิ่งอีคอมเมิร์ซโตเท่าไหร่ ธุรกรรมออนไลน์ก็ยิ่งเติบโตเท่านั้น

ข้อมูลจาก Financial Times ระบุว่าตั้งแต่เกิดการระบาดเมื่อปีที่แล้ว มีลูกค้าจากฝั่งยุโรปติดต่อมาเพื่อใช้บริการ เพิ่มขึ้นกว่า 200,000 ราย และทุก ๆ หนึ่งวินาที จะมีการทำธุรกรรมทางการเงินเกิดขึ้นเกือบ 5,000 ครั้ง

เมื่อธุรกิจไปได้สวย โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจซบเซา จึงไม่แปลกที่นักลงทุนจะยิ่งกล้าสนับสนุน

เห็นได้จากช่วงเดือนเมษายนปีที่แล้ว Stripe ระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ ได้เป็นเงินถึง 600 ล้านดอลลาร์ (ราว 18,000 ล้านบาท) และเพิ่งประกาศว่าสามารถระดมทุนเพิ่มเติมได้อีกด้วยวงเงินเดียวกันนี้ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

การระดมทุนครั้งล่าสุดมีขึ้น ตามแผนขยายธุรกิจด้วยการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 1 พันคนในสำนักงานที่ดับลิน บ้านเกิดของพี่น้อง คอลลิสัน ตลอดห้าปีข้างหน้า รวมถึงการขยายไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ใน บราซิล อินเดีย และ อินโดนีเซีย ด้วย

AHEAD TAKEAWAY

การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจดิจิทัลอื่น ๆ อาจเป็นเหตุผลของการโตแบบก้าวกระโดด แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เสริมด้วย เพราะที่จริงแล้ว ธุรกิจดูแลระบบหลังบ้านแบบนี้ มีคู่แข่งมากมาย ทั้งสถาบันการเงิน หรือสตาร์ทอัพด้วยกันเอง

นี่คือมุมของทีมงาน AHEAD ASIA ว่ามีเหตุผลไหนบ้างที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสองพี่น้องอัจฉริยะคู่นี้

#1
วิสัยทัศน์ผู้บริหาร

ทั้ง แพทริค และ จอห์น นั้นมีทักษะของผู้ประกอบการตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งการเขียนแอปพลิเคชั่นเพื่อขายบนแอปสโตร์ หรือการสร้างระบบจัดการประมูลเพื่อขายให้ eBay

การคลุกคลีกับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ทำให้ทั้งคู่เห็น pain point เรื่องระบบชำระเงิน และตัดสินใจลงมือทำตั้งแต่เนิ่น ๆ เมื่อสิบปีที่แล้ว ในช่วงที่การทำธุรกรรมออนไลน์ ยังไม่ขยายวงกว้างอย่างในปัจจุบัน

#2
ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้า

เพราะระบบหลังบ้านของการชำระเงินเป็นเรื่องยุ่งยาก สิ่งที่ แพทริค กับ จอห์น นำเสนอจึงเป็นบริการที่ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะจ่าย แลกกับการใส่โค้ดความยาว 7 บรรทัด และปล่อยให้ทีมงาน Stripe รับผิดชอบปัญหาเหล่านั้นแทน

#3
ไม่เคยหยุดนิ่ง

แพทริค ซึ่งมีงานอดิเรกคือการขี่จักรยาน เปรียบเทียบว่าความสำเร็จของ Stripe ก็ไม่ต่างกัน

คือถ้าหยุดปั่น ก็ไม่ได้เดินหน้าต่อ มีแต่ต้องขี่ให้เร็วขึ้น เพื่อหนีคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน ที่พยายามไล่ตามมา ตั้งแต่ Adyen หรือผู้ให้บริการ payment processor รุ่นก่อนอย่าง PayPal

ผลที่ได้คือบริการที่ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น และปลอดภัยขึ้น ซึ่งยิ่งสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าใหม่ ๆ กล้าติดต่อมาเพื่อขอใช้บริการเพิ่ม

นั่นทำให้บริษัทยังรักษาและขยายฐานลูกค้าออกไปได้ ต่อให้อยู่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงก็ตาม

อ่านเพิ่มเติม

CNBC ประกาศชื่อสุดยอดบริษัทพลิกโลกด้วยเทคโนโลยี แห่งปี 2020

เรียบเรียงจาก

Stripe hits $95B valuation, is now Silicon Valley’s most precious private company

The Highest-Valued Startups in the World

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า