AR

Facebook ปล่อยตัวอย่างการใช้งานอินเตอร์เฟสบน AR ยืนยันไม่ซ้ำรอย Neuralink

Facebook เผยตัวอย่างอินเตอร์เฟส แบบความจริงเสริม (AR) ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาในวิดีโอตัวล่าสุดบนบล็อกของบริษัท พร้อมแสดงวิธีการควบคุมผ่านสายรัดข้อมือ ที่ผู้ใช้งานสามารถพิมพ์ ลากไอคอน คลิก หรือแม้แต่ยิงธนูในเกมซิมูเลเตอร์ได้

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แสดงความเชื่อมั่นใน Augmented Reality (ความจริงเสริม) และ Virtual Reality (ความจริงเสมือน) ว่าจะเป็นยุคใหม่ของอุปกรณ์ไอที ด้วยการเข้าซื้อกิจการของ Oculus เมื่อปี 2014 (อ่านเพิ่มเติม Oculus VR: ปั้นสตาร์ทอัพพันล้านใน 18 เดือน)

พร้อมโยกพนักงานจากทีมวิจัย Facebook Realtiy Labs กว่า 200 คน ไปตั้งทีมพัฒนาแว่น AR โดยเฉพาะ ซึ่งคาดว่าจะเป็นโปรดักต์ใหญ่ในอนาคตของบริษัทด้วย (อ่านเพิ่มเติม Facebook ตั้งทีมดูแลการผลิตสมาร์ทกลาส โดยเฉพาะ)

เมื่อ 18 มีนาคมที่ผ่านมา Realtiy Labs ก็ลงบทความพร้อมวิดีโอในบล็อก Tech@facebook อธิบายหลักการเบื้องต้นของโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ ว่าการควบคุมอินเตอร์เฟสต่าง ๆ ที่เป็น AR นั้น ทำโดยสายรัดข้อมือ ซึ่งจะรับสัญญาณจากคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG) และเปลี่ยนเป็นคำสั่งตามความคิดของผู้ใช้งาน

เช่น เมื่อผู้ใช้งานขยับมือในลักษณะเดียวกับการคลิกเมาส์ หรือแม้แต่การพิมพ์ข้อความในอินเตอร์เฟส AR แทนคีย์บอร์ดจริง อินเตอร์เฟสก็จะตอบสนองตามคลื่น EMG ซึ่งเป็นแนวทางที่ต่างจาก HoloLens ของ Microsoft ที่ใช้เซนเซอร์ตอบสนองตามสายตาของผู้สวมใส่อุปกรณ์

ในบล็อกดังกล่าว ตัวแทนของทีม Reality Labs ย้ำว่าสายรัดข้อมือดังกล่าว ซึ่งใช้เทคโนโลยีจาก CTRL-Labs สตาร์ทอัพที่เทกโอเวอร์มา เมื่อปี 2019 ไม่ใช่การอ่านใจผู้ใช้งาน หรือรับคำสั่งตรงจากสมอง

หลักการเบื้องต้น คือ เมื่อเราเกิดความคิดที่จะทำบางสิ่ง สมองจะส่งสัญญาณไปที่มือและนิ้ว เพื่อบอกให้ขยับ เช่น พิมพ์หรือคลิก ณ จุดนี้ สายรัดข้อมือดังกล่าวจะทำหน้าที่ถอดรหัสดังกล่าว และเปลี่ยนเป็นคำสั่งให้อุปกรณ์ปฏิบัติตาม

ในแง่การใช้งาน เทคโนโลยีนี้ดูคล้ายกับ Neuralink ของ อีลอน มัสก์ ในฐานะอินเตอร์เฟสที่รับคำสั่งจากสมอง

(อ่านเพิ่มเติม มัสก์ มั่นใจ Neuralink ปลอดภัย เชื่ออนาคตย้ายข้อมูลจากสมองได้)

แต่ต่างกันตรงที่ Neuralink เป็นการปลูกถ่ายอุปกรณ์ในสมอง เพื่อให้คำสั่งจากสมองส่งถึงตัวอุปกรณ์ที่จะใช้งาน ซึ่ง ซัคเคอร์เบิร์ก มองว่า ณ ตอนนี้ไม่มีความจำเป็นในการทำแบบนั้น โดยเฉพาะกับคอนซูเมอร์โปรดักท์

และสายรัดข้อมือที่ทำหน้าที่รับสัญญาณ EMG ก็ไม่น่าจะมีความเสี่ยงเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัว มากเท่ากับชิปเซ็ตที่ถูกปลูกถ่ายโดยตรงในสมอง

“เราไม่คิดว่าจะมีใครอยากถูกเปิดสมอง เพื่อใช้งานเทคโนโลยี AR หรือ VR”

AHEAD TAKEAWAY

การพัฒนา UI สำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์นั้น เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด

เริ่มจาก Xerox Star ต้นแบบอินเตอร์เฟสที่เป็นกราฟฟิกบนหน้าจอ ซึ่งถูก บิล เกตส์ นำไปพัฒนาต่อบน Windows เวอร์ชั่นแรก และวางตลาดตัดหน้า Macintosh ของ Apple ซึ่งมีปัญหาความล่าช้าในการผลิต (อ่านเพิ่มเติม สตีฟ จ๊อบส์ vs บิลเกตส์ : ยกที่หนึ่ง)

ก่อนข้ามมาสู่ยุคของทัชสกรีน ที่พัฒนาสู่ความเป็น Human-Centric มากขึ้น ในยุคของสมาร์ทโฟน และในปัจจุบันที่กำลังโน้มเอียงไปสู่ VUI หรือการสั่งงานผ่านเสียงมากขึ้น

ขณะที่ AR และ VR นั้น ก็เป็นสิ่งที่ ซัคเคอร์เบิร์ก มองว่าจะเป็นเส้นทางต่อไปของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

(อ่านเพิ่มเติม นักวิเคราะห์ชี้สมาร์ทโฟนใกล้ถึงทางตัน-เปลี่ยนยุคสู่อุปกรณ์อัจฉริยะ)

ทั้งในแง่รูปแบบการใช้งาน ผ่าน UI ที่ Facebook นำเสนอคอนเซปต์ไว้ในวิดีโอนี้ รวมถึงประเภทของดีไวซ์ ซึ่งสมาร์ทกลาสนั้น ถูกมองว่าจะเป็นตัวแทนของสมาร์ทโฟน ถ้าผู้ผลิตสามารถลดน้ำหนักอุปกรณ์ และพัฒนารูปลักษณ์ภายนอกให้เหมาะกับการสวมใส่ได้ตลอดเวลา

เรียบเรียงจาก

Facebook shows off how you’ll use its neural wristbands with AR glasses

The World Is Our Interface – The Evolution of UI Design

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
0
Shares
Previous Article
เทรนด์ท่องเที่ยวไทยปี 64

Airbnb เผยเทรนด์ท่องเที่ยวไทยปี 64 เน้นพักผ่อนกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน

Next Article
MICE Innovation Catalogue

MICE Innovation Catalogue เครื่องมือรวบรวมนวัตกรรมไมซ์เพื่อผู้ประกอบการ

Related Posts