Brief

  • ไม้แอชที่เคยเป็นวัตถุดิบหลักของกีตาร์แบรนด์ดัง กำลังใกล้จะสูญพันธุ์ เพราะปัญหาอุทกภัยและแมลงศัตรูพืช
  • Fender แบรนด์ใหญ่ในวงการ จึงตัดสินใจปรับเพื่อ ความยั่งยืน ลดการใช้ไม้แอชให้เหลือเฉพาะรุ่นที่จำเป็น
  • ในอุตสาหกรรมผลิตกีตาร์ ยังมีการพยายามปลูกป่าไม้แอชเพื่อชดเชย และหาไม้อื่นมาเป็นตัวเลือกแทน

คนเล่นกีตาร์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะอะคูสติกหรือไฟฟ้า จะรู้ว่าสายพันธุ์ของไม้ที่นำมาใช้ผลิต มีผลต่อเสียงที่ออกมา เพราะมวลของเนื้อไม้ที่ต่างกัน

ที่จริงแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นเสริม อย่าง ปิ๊คอัพ ตู้แอมป์ เอฟเฟคท์ ฯลฯ ด้วย แต่คนเล่นกีตาร์จำนวนไม่น้อย ก็ยังให้น้ำหนักกับเรื่องไม้อยู่ดี

เสียงหนา ๆ แน่น ๆ ของ Gibson มาจากไม้มะฮอกกานี หรือเสียงพุ่งที่เหมาะกับสไตล์หวือหวาแบบกีตาร์ฮีโร่ของ Ibanez ก็มาจากไม้เบสวู้ด

ส่วนแบรนด์อมตะอย่าง Fender ก็มีไม้ที่เป็นวัตถุดิบหลัก อย่าง อัลเดอร์ กับ แอช

เสียงจากไม้สองแบบนี้คล้ายกัน คือ หวานใส แต่ แอช จะฟังดูมีมวล กังวานกว่า

แต่ทั้งคู่ก็ถือเป็นคาแรคเตอร์ของแบรนด์ ที่กลายเป็นมาตรฐานของวงการมานานหลายทศวรรษ

ตัวอย่างซาวด์จากไม้แอช ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงการดนตรี ก็เช่น สองอัลบั้มแรกของ Led Zeppelin ที่ จิมมี เพจ ใช้เทเลคาสเตอร์ ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้ Gibson ในยุคหลัง

ข้อเสียของ แอช คือน้ำหนักของไม้ ที่ตอนนั่งเล่นอาจไม่ค่อยรู้สึก แต่ถ้าต้องยืนสะพายเล่น 2-3 ชั่วโมง จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของไหล่กับแผ่นหลังที่ต้องรับน้ำหนัก

แต่ใช่ว่า แอช ทุกสายพันธุ์จะมีข้อเสียเหมือนกัน เพราะมี สวอมพ์แอช (Swamp ash) ที่เป็นไม้มวลเบาอยู่

ย้อนกลับไปสมัยที่ ลีโอ เฟนเดอร์ เพิ่งก่อตั้งแบรนด์ใหม่ ๆ ไม้ทั้งสองชนิดนี้ถูกเลือกมาใช้ เพราะราคาถูก หาง่าย

ส่วนเรื่องคุณภาพของเสียง ถือเป็นผลพลอยได้จากความบังเอิญ

ผลพวงจากโลกร้อน

แต่ทุกวันนี้ ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม

ไมค์ บอร์น (Mike Born) ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาเรื่องไม้ให้หลายบริษัท รวมถึง Fender ด้วย เล่าว่าทุกวันนี้ สวอมพ์แอช เริ่มหายากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะระดับน้ำทั่วสหรัฐฯ สูงขึ้นทุกปี

ซึ่งเป็นผลจากภาวะโลกร้อน ทำให้หิมะในที่สูงละลาย และมีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นจนผิดปกติ

จริง ๆ นี่เป็นวัฎจักรที่เกิดขึ้นมาได้ซักระยะแล้ว บางปีถึงขนาดไม่มีสวอมพ์แอชให้ตัด

ทำให้เมื่อถึงปีที่พอจะมีไม้ให้ตัดได้ Fender ก็มักจะเก็บสต็อคไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

นอกจากน้ำท่วมแล้ว ยังมีอีกปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม คือด้วงพื้นเมืองเอเชีย ที่เรียกว่า หนอนเจาะขี้เถ้ามรกต (Emerald Ash Borer หรือ EAB)

เจ้า EAB ถูกพบในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก เมื่อปี 2002 หลังติดไปกับเรือสินค้าจากจีน และสร้างความเสียหายให้พันธุ์ไม้ใหญ่โดยเฉพาะ แอช ไปแล้วนับสิบ ๆ ล้านต้น ใน 35 รัฐทั่วประเทศ

EAB ไม่ได้แค่ใช้ต้นแอชเป็นที่วางไข่หรือฟักตัว แต่ตัวอ่อนของมันจะกัดกิน และขัดขวางทางเดินของสารอาหารและแร่ธาตุจนต้นไม้ตายภายในสองถึงสี่ปี

ไม้แอชที่ตาย เพราถูก EAB กัดกิน จะยังอยู่ในสภาพเสียหาย จนนำมาใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยด้วย

ที่น่ากลัวคือคำเตือนจาก บอร์น ว่าถ้าไม่มีการรับมือสองเรื่องนี้ได้ดีพอ ไม้แอชในอเมริกาเหนืออาจจะสูญพันธุ์ภายในสิบปีข้างหน้าก็ได้

ทางเลือกที่ยั่งยืน

ผลที่ตามมา คือ Fender เลือกแนวทางเพื่อ ความยั่งยืน ด้วยการเลิกใช้ไม้แอชในไลน์การผลิตกีตาร์ทั่วไป ส่วนที่สต็อคไว้ ก็จะจำกัดการใช้เฉพาะในรุ่นไฮเอนด์ หรือโมเดลที่ต้องผลิตตามสเปคดั้งเดิมเท่านั้น

นอกจากลดการใช้แล้ว Fender ยังริเริ่มโครงการ Roots of Rock ร่วมกับกรมป่าไม้สหรัฐฯ และองค์กรไม่แสวงผลกำไร American Forests ปลูกป่าไม้แอชสายพันธุ์ที่แข็งแรง ทนทานต่อการรุกรานจาก EAB ได้

ถึงอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าทุกอย่างจะกลับสู่สภาพเดิม แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกในการรักษาไม้พันธุ์นี้ในอเมริกาเหนือไว้

ส่วนอีกแนวทางที่ผู้ผลิตกีตาร์แบรนด์ต่าง ๆ ทำ คือหาไม้สายพันธุ์อื่นมาทดแทน

โรเจอร์ ซาโดวสกี (Roger Sadowsky) อดีตช่างทำกีตาร์ของ Fender ที่แยกตัวมาผลิตกีตาร์ไฮเอนด์ ภายใต้แบรนด์ Sadowsky ยอมรับว่าแอชยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

แต่ก็มีตัวเลือกอื่น ๆ ที่น่าสนใจอยู่ เช่น ไม้สนขาวที่ให้เสียงดีใกล้เคียงได้ ถ้าผ่านกระบวนการอบ เพื่อให้ได้เนื้อไม้ที่มีมวลใกล้เคียงกับไม้ที่มีอายุตามธรรมชาติ

ปัญหาคือคนเล่นกีตาร์ ซึ่งเป็นลูกค้าของบริษัท ก็ยังฝังใจว่าไม้หรือสเปคแบบดั้งเดิม ที่อ้างอิงจากยุคบุกเบิกของร็อคแอนด์โรลล์ ช่วงยุค 1950-60 จะให้ซาวด์ที่ดีที่สุด

ซึ่ง จัสติน นอร์เวลล์ (Justin Norvell) รองประธานบริหารของ Fender ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตต้องหาทางปรับตัวต่อไป ทั้งการมองหาไม้ที่จะเป็นวัสดุ หรือเสียงใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค

เพราะในความเป็นจริง ทุกเรื่องในโลก ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ดนตรี หรือซาวด์กีตาร์

และคนที่ปรับตัวได้เท่านั้น ถึงจะอยู่รอด

อ่านเพิ่มเติม

สตราโตคาสเตอร์ พลิกโฉมกีตาร์ ด้วยสายตา “คนนอก”

ในระยะหลัง ความตื่นตัวของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อความยั่งยืน ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เห็นได้จากผลสำรวจโดย Blackbox Research โดยมีถึง 82% ที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่เน้นคุณสมบัตินี้เป็นจุดขาย อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

ผลสำรวจจาก Blackbox Research ชี้คนไทย 4 ใน 5 พร้อมจ่ายเพื่อ แบรนด์ที่ยั่งยืน

เรียบเรียงจาก

Fender will no longer use ash bodies for production-line guitars – we found out why, and what woods will be used instead

A tiny, invasive bug and the climate crisis are changing how guitars are made, and shifting the course of music history

EARTHKEEPERS: RESTORING THE ROOTS OF ROCK

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า