อยู่รอด

How to อยู่รอด : กรณีศึกษาจาก รังสรรค์ พรมประสิทธิ์ ผู้ก่อตั้ง QueQ

ในรอบปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา น่าจะเป็นช่วงท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งสำหรับคนทำธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการทั้ง SME และสตาร์ทอัพ ด้วยผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมจากโควิด-19

คำถามสำคัญคือในบรรดา “ผู้อยู่รอด” นั้น เขาทำอย่างไร

ทีมงาน AHEAD ASIA มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณโจ้ รังสรรค์ พรมประสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ QueQ ถึงการต้องประคับประคองให้บริษัทเดินหน้าต่อได้ ในวันที่รายได้หลักจากลูกค้ากลุ่มสำคัญหายไป

#1
“ประคองตัวอย่างไร เมื่อรายได้หลักหายไป”

QueQ ก็ไม่ต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่เจอผลกระทบจากโควิดในรอบปีที่ผ่านมา

เพราะกลุ่มลูกค้าหลักที่บริษัทให้บริการอยู่ คือร้านอาหาร ที่ไม่สามารถเปิดให้ทานในร้านได้ หรือไม่มีคิวหน้าร้านเหมือนช่วงก่อนโควิด ซึ่งส่งผลโดยตรงกับรายได้หลัก และ cash flow

“แม้แต่แบรนด์ดัง ๆ แค่รักษาฐานลูกค้าให้ได้ถึงระดับ 30% ยังเหนื่อยเลยครับ”

“ธุรกิจที่เป็นเซอร์วิสเสริมแบบเรา เค้าก็เลยขอพิจารณาให้ waive ค่าใช้จ่ายในทุก ๆ ครั้งที่เกิดการระบาด”

ทางออกที่ QueQ เลือก คือการมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในเซกเมนต์อื่นแทน

“มันยังมีความโชคดีอยู่บ้าง ตรงที่โซลูชั่นของเราไปกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ในเซกเมนต์อื่น ๆ เช่น ฝั่งโรงพยาบาล หรือองค์กรใหญ่ต่าง ๆ รวมถึงเซกเมนต์อื่น ๆ ที่ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องธุรกิจอย่างเดียว”

“เช่น ตอนโควิดรอบแรก เราก็เข้าไปช่วยสถานทูตไทยที่ลอนดอน ทำเรื่องจองขอใบรับรอง Fit to Fly สำหรับคนที่ต้องการเดินทางกลับไทย

มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้กระทรวงต่างประเทศ นำระบบของ QueQ ไปใช้กับ ตม. ใน 7 จังหวัดการท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวตกค้างอยู่ในไทยเข้าไปต่อวีซ่าได้ หรือในสถานที่ราชการหลาย ๆ แห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติ การจัดงานของททท. ฯลฯ ซึ่งบางจุดก็สามารถสร้างเป็นรายได้ให้เรากลับมาด้วย”

#2
“โอกาสใหม่ในวิกฤต : คิวฉีดวัคซีน”

แม้ชื่อและบริการของบริษัทจะเกี่ยวโยงกับการจัดคิว แต่สิ่งที่คุณโจ้ย้ำเสมอว่าเป้าหมายของ QueQ คือการช่วยให้คนใช้เวลาที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เพราะระบบของ QueQ ไม่ใช่ queing system สิ่งที่เราพยายามทำ คือทำให้คิวมันหายไป คุณไม่จำเป็นต้องมาออกันที่หน้างาน”

“ปัญหาใหญ่ ที่ทำให้คนไทยไม่เชื่อในระบบการนัดหมาย เพราะระบบเดิม คือการนัดให้ไปต่อคิว คนเลยคิดว่ายังไงก็ต้องไปรออยู่ดี งั้นถ้าเค้าไปที่หน้างานแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้เร็วกว่า ก็ยิ่งทำให้เกิดการแออัดสะสมขึ้น”

นี่คือสิ่งที่คุณโจ้เชื่อว่าจะเกิดขึ้นแน่กับคิวการฉีดวัคซีนโควิดในไทย หลังมีประสบการณ์เข้าไปช่วยดีไซน์ user journey ให้กับหลายพื้นที่

“แม้แต่สิงคโปร์ ที่เราคิดว่าระบบการจัดการดี แต่ในสถานการณ์จริง ก็ไม่ต่างกัน เพราะต่อให้ระบบดี แต่ถ้าคนมารอเยอะ ๆ มันก็เกิดการแออัดอยู่ดี”

“ที่เราจะทำกับคิววัคซีน คือแนวทางเดียวที่ใช้กับอุทยานแห่งชาติ คือทำให้การจัดการหน้างานมันง่ายขึ้น ด้วยการใช้โควตาจอง ภายในช่วงเวลาที่กำหนด”

“ตรงหน้างาน เราก็จะมีกลไกจัดระเบียบให้คนที่ยังไม่ถึงรอบเข้ามาไม่ได้ ทำให้ไม่มีการมาออกันเด็ดขาด”

“ถ้าเราทำให้คนเชื่อได้ ว่าถ้าไปตามเวลาที่นัดไว้ในระบบ จะได้รับบริการที่รวดเร็ว ไม่ต้องไปรอหน้างาน มันก็จะเกิด user adoption (การที่ยูสเซอร์ใหม่ ๆ ปรับตัวและเชื่อถือในบริการจนต้องการใช้ต่อ) ง่ายขึ้น”

#3
ทิศทางในอนาคตของ QueQ และบริษัทในเครือ

ในแง่หนึ่ง คุณโจ้มองว่าโควิดคือตัวเร่งสำคัญที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศอ้าแขนรับเทคโนโลยีมากขึ้น ทั้งในแง่ผู้ให้บริการ และยูสเซอร์ เพราะมันส่งผลต่อชีวิตโดยตรง ซึ่งจะนำไปสู่มาตรฐานใหม่ ๆ ในอนาคตด้วย

“ที่ผ่านมา โซลูชั่นของ QueQ อาจจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ยูสเซอร์ แต่ทางฝั่งผู้บริการเขาอาจจะมองว่าเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย จะใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้”

“แต่ผมมองว่าหลังจากนี้ เราจะเป็นมาตรฐานใหม่ก็ได้ ยิ่งในตลาดต่างประเทศ ก็ยังไม่เห็นว่ามีโซลูชั่นไหนที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงเหมือน QueQ”

“มันก็จะเป็นโอกาสให้เราอยู่รอด และเติบโตอย่างแข็งแรงได้ แต่ในอีกมุม มันก็มีโอกาสที่สตาร์ทอัพในต่างประเทศจะเอาเคสนี้ไปประยุกต์ใช้ ทำให้เกิดคู่แข่งใหม่ ๆ ตามลักษณะของเกมธุรกิจ ซึ่งเราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้”

#4
คำแนะนำ : ปรับให้เร็วแบบสตาร์ทอัพ ทำธุรกิจแบบ SME

บทเรียนสำคัญหนึ่งเรื่องที่คุณโจ้ได้จากการปรับตัวในช่วงโควิด คือการไม่ยึดติดกับวิธีการ แต่ให้ความสำคัญกับความอยู่รอดของธุรกิจเป็นหลัก

“ที่เราเปลี่ยนจริง ๆ คือวิธีการทำธุรกิจ จากเดิมที่เดินเกมแบบสตาร์ทอัพ ใช้วิธีระดมทุน แล้วสเกลตลาดอย่างรวดเร็ว”

“แต่ตอนนี้เราต้องหยุดเล่นเกมนั้น เพราะระดมทุนยากมาก กลายเป็นว่าเรากลับมาใช้แนวคิดแบบ SME คือชะลอตัว และไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง เน้น cash flow เพื่อความอยู่รอด”

“เรื่องสำคัญคือลดค่าใช้จ่าย ตัดทีมที่ไม่จำเป็นทิ้ง ลด sizing องค์กรลง เหลือแค่ core หลัก ส่วนรายได้จากร้านอาหาร ที่เคยเป็นรายได้หลัก เราก็คิดไว้ก่อนเลยว่ามันจะยังไม่เกิดขึ้นในช่วงนี้”

หนึ่งในตัวอย่างของการไม่ยึดติด ที่คุณโจ้พูดถึงคือ Penguin Eat Shabu ที่แม้จะเป็น SME แต่คิดเร็ว ทำเร็วแบบสตาร์ทอัพ ปรับตัวหลายครั้งในช่วงโควิด

“ผมคุยใน Clubhouse กับ คุณต้น (ธนพันธ์ วงชินศร) Penguin Eat Shabu เค้าก็พูดว่าฝั่ง SME ก็เอาวิธีคิดแบบสตาร์ทอัพมาใช้ เขาขายชาบูอยู่ดี ๆ โดนปิดร้านอีกแล้ว ก็มาขายทุเรียน”

“สิ่งที่เขาทำคือมันเป็นวิธีแบบสตาร์ทอัพเลยนะ ทำโปรดักท์ที่เป็น MVP เล็ก ๆ ลุยออกไป ทดลองทำการตลาดแบบที่คอนโทรลความเสียหายได้ แต่สำคัญที่สุดคือทุกวันต้องปิดรอบแบบเป็นสีเขียวให้ได้”

“ถ้าเราอยู่ในธุรกิจที่มันกลับมาไม่ได้ง่าย ๆ อย่างท่องเที่ยว อย่าฝืน ต้อง pivot ไปหาตลาดที่อาจจะไม่เกี่ยวกับธุรกิจเดิมเลยก็ได้ อย่าไปยึดติด pivot ให้เร็ว ปรับตัวให้เร็ว และหาทิศทางตลาดให้เจอ”

“ลดค่าใช้จ่าย เหลือไว้ที่จำเป็น ทำทุกอย่างให้มีกำไร หรืออย่างน้อยไม่ขาดทุน เพื่อความอยู่รอด”

“ไว้ถึงตอนที่ตลาดการลงทุนกลับมา กลุ่มนี้แหละจะเป็นที่สนใจของ VC เพราะพิสูจน์มาแล้วว่าธุรกิจแข็งแรงพอ ถึงตอนนั้น คุณจะกลายเป็นเจ้าตลาดได้ เพราะคู่แข่งไปหมดแล้ว”

AHEAD TAKEAWAY

  • QueQ เป็นอีกธุรกิจที่ประสบปัญหาในช่วงโควิด เพราะกลุ่มร้านอาหารที่เป็นลูกค้าหลักขอพักการใช้บริการ ในช่วงที่มีการล็อคดาวน์หรือห้ามทานอาหารในร้าน
  • การปรับตัวคือนำโซลูชั่นด้านจัดคิวไปปรับใช้ในเซกเมนต์อื่น ๆ โดยเฉพาะภาครัฐที่อยู่ระหว่างเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชน ที่จะเป็นโอกาสในสเกลอัพ พร้อม educate ผู้ใช้งานให้รู้จักบริการนี้มากขึ้นในวงกว้าง
  • การคิดไวทำไว ปรับตัวให้เร็วแบบสตาร์ทอัพ ยังเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่ใช้ได้ในสถานการณ์นี้ แต่สิ่งที่ต่างไป คือการให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด มากกว่าอัตราเติบโต
  • ถ้าสามารถประคองธุรกิจให้อยู่รอดจนผ่านช่วงนี้ไปได้ ก็มีโอกาสจะได้รับความสนใจจาก VC เพราะพิสูจน์แล้วว่าเป็นธุรกิจที่แข็งแรงพอ

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
0
Shares
Previous Article
วอร์เรน บัฟเฟตต์

5 ข้อคิดเพื่อการลงทุน จาก "จารย์ปู่" วอร์เรน บัฟเฟตต์

Next Article
Start With Why

คนไม่ได้ซื้อสิ่งที่คุณทำ เขาซื้อจากเหตุผลที่คุณทำ : Start With Why

Related Posts