Bitkub

คุยเรื่องอนาคตคริปโต กับ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Bitkub

ทุกวันนี้ น้อยคนที่สนใจเรื่องการเงินและการลงทุน จะไม่เคยเห็นหน้าหรือได้ยินชื่อผู้ชายคนนี้

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา หรือคุณท็อป ซีอีโอและผู้ก่อตั้งเอกซ์เชนจ์ชั้นนำของไทย Bitkub ผู้จุดกระแสให้การเทรดสกุลเงินดิจิทัล เป็นที่รู้จักในวงกว้างในบ้านเรา

ทีมงาน AHEAD ASIA มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณท็อป ถึงทิศทางที่บล็อกเชนและคริปโตกำลังมุ่งหน้าไป ทั้ง NFT, Defi รวมถึง Bitkub Chain บล็อกเชนของคนไทยที่ทีมงานของบริษัทพัฒนาขึ้น

 

#1
เป็นมากกว่าสินทรัพย์

เร็ว ๆ นี้ มีบทความของ Goldman Sachs เรื่อง Crypto : A New Asset Class? ที่รวบรวมมุมมองของคนในแวดวงการเงินการธนาคาร

ว่าควรจะนับคริปโตเคอร์เรนซีเป็นอีกหนึ่งประเภทของสินทรัพย์ได้หรือไม่?

แต่ในมุมของคุณท็อปแล้ว บล็อกเชนและคริปโตเคอร์เรนซี สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น

“ในอนาคต คนจะรู้ความจริงว่าคริปโตคือ All Asset Class หมายความว่าในอนาคต เราสามารถ digitize ทองคำ ที่ดิน ตราสารหนี้ หรือแม้กระทั่งใบหุ้นเข้าไปในโลกออนไลน์ ไม่จำเป็นต้องจับต้องได้”

“เปรียบเทียบให้เห็นภาพ คือตอนอินเทอร์เน็ตยุคแรกมาใหม่ ๆ คนส่วนใหญ่ก็จะคิดว่าเป็นแค่อีกช่องทางในการสื่อสาร เหมือนกับทีวี เหมือนกับวิทยุ แต่จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่”

“ผ่านมาแล้ว 20 ปี ภาพมันชัดมากเลยว่าอินเทอร์เน็ตคือทุกช่องทาง ตอนนี้ เรามีทั้งดิจิทัลที มีดิจิทัลพอดแคสต์ มีดิจิทัลเรดิโอ ทั้งหมดนี้ สร้างขึ้นบนอินเทอร์เน็ต”

“เหมือนกัน ตอนนี้ คนส่วนใหญ่ก็จะคิดว่าบล็อกเชนหรือคริปโตคือ Asset Class อีกประเภท แต่อีก 10-20 ปีข้างหน้า มันจะเหมือนกับยุคที่แล้วที่อินเทอร์เน็ต digitize ทุกอย่างเข้าไปอยู่ในช่องทางเดียวกัน”

“สินทรัพย์ที่มีมูลค่าทุกชนิด จะถูกแปลงเป็นดิจิทัล แต่เราจะไม่ใช้คำว่า digitize เราจะใช้คำว่า tokenize แทน ให้ทุกอย่างเป็น crypto-based product”

 

#2
Digital abundance vs Digital scarcity

คุณท็อปอธิบายต่อว่า เมื่อเราจะแปลงทุกอย่างเข้าสู่โลกดิจิทัล บล็อกเชนจึงเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญ

เพราะข้อแตกต่างระหว่างบล็อกเชนกับอินเทอร์เน็ต คือ อินเทอร์เน็ต สร้าง digital abundance ที่เป็นการทำสำเนาได้เรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด ทำให้สิ่งที่ถูก digitize ไม่มีมูลค่า เพราะมีจำนวนไม่จำกัด

ขณะที่บล็อกเชนนั้นมีคุณสมบัติเด่น คือ digital scarcity คือทำให้สิ่งที่เป็นดิจิทัลฟอร์แมตมีจำนวนจำกัดได้

“แปลว่าเราสามารถที่จะ digitize หรือ tokenize สิ่งของที่มีแค่อันเดียวในโลกให้เป็นดิจิทัลฟอร์แมตได้ ทำให้สามารถซื้อขายกันได้เหมือนกับวัตถุจริง ๆ”

 

#3
NFT ดิจิทัลฟอร์แมตที่มีชิ้นเดียวบนโลก

และการจะ digitize สิ่งที่มีมูลค่าบนโลกของบล็อกเชนนั้น ก็แบ่งออกได้เป็นอีกสองกลุ่ม

คือกลุ่มที่มีหลายชิ้นเหมือนกันได้ กับกลุ่มที่มีชิ้นเดียวเท่านั้นบนโลก

“อย่างกลุ่มแรก เราต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า fungible token คือทุกเหรียญจะต้องเหมือนกัน ยกตัวอย่าง บิทคอยน์ คือ fungible token ที่มีจำกัดแค่ 21 ล้าน BTC ทั่วโลก แต่ทั้ง 21 ล้าน BTC ต้องเหมือนกัน”

“ส่วน NFT ย่อมาจาก Non fungible token มันสามารถ tokenize สิ่งที่มันมีชิ้นเดียวได้”

“เพราะทุก ๆ โทเคน จะไม่เหมือนกัน ดูอย่าง แจ็ค ดอร์ซีย์ ล่าสุด เขาขาย NFT ทวีตอันแรกได้ 80 ล้านบาท ซึ่งเหตุการณ์ก่อนที่จะมีตลาด NFT ขึ้นมา ทวีตนั้นไม่มีมูลค่าเลย”

“แค่กดสกรีนช็อตมาอัพลงบนอินเทอร์เน็ต มันก็คัดลอกได้ไม่อั้น ทั้งที่มันเป็นเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะมันคือทวีตแรกของ Twitter ก่อนที่จะประสบความสำเร็จมหาศาล”

“แปลว่าในอนาคต เราสามารถที่จะ digitize ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด, ตัวละครในเกม CryptoKitties, ทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ หรืออะไรก็ตามที่มีมูลค่า เพื่ออัพโหลดเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์ และในการซื้อขายมันก็จะมีมูลค่ามากกว่าชิ้นอื่น ๆ ด้วยความที่มันไม่ซ้ำใคร”

อ่านเพิ่มเติม : 5 อันดับ NFT มูลค่าสูงสุดในปัจจุบัน

 

#4
เทคโนโลยีนำมาซึ่งความเท่าเทียม

แล้วอะไรคือประโยชน์ที่คนหมู่มากจะได้รับจากการ tokenization นี้บ้าง?

คุณท็อปอธิบายว่านับแต่อดีต ความสะดวกสบาย เช่น ไฟฟ้า ช็อคโกแลต น้ำแข็ง หรือการโทรศัพท์ข้ามประเทศ มักกระจุกตัวในหมู่ชนกลุ่มน้อย เป็นอภิสิทธิ์ที่คนรวยเท่านั้นเข้าถึง หรือมีราคาแพงมาก

“แต่ข้อดีของเทคโนโลยี คือช่วยให้ทุกคนเข้าถึงทุกอย่างที่เคยขาดแคลนได้ เพราะเราผลิตสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก ๆ”

“บล็อกเชนก็จะทำให้การเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่เมื่อก่อนกระจุกตัว มีความเป็นไปได้ สมมติจะเป็นเจ้าของคอนโดหนึ่งห้อง ต้องมีเงินห้าล้านบาทขึ้นไป คนที่มีเงินต่ำกว่าห้าล้าน เข้าไม่ถึง ปล่อยเช่าคอนโดไม่ได้”

“แต่พอเรา tokenize คอนโดเป็นเหรียญ ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า fractional ownership ซึ่งก็คือคอนเซปต์ของหุ้นที่นำไปประยุกต์ใช้กับทรัพย์สิน”

“ทำให้เรามีเงินห้าบาทสิบบาท ก็เป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของคอนโด ได้เงินปันผลตามเปอร์เซนต์การถือหุ้นในห้องคอนโดนั้น ๆ”

“แปลว่าในอนาคต เราสามารถเทรดหุ้น เทรดทองคำ คอนโด บ้าน ฯลฯ ผู้ซื้อผู้ขายมาดูสภาพคล่องได้เลย ไม่ต้องมีเอกสาร ไม่ต้องมีข้อบังคับ ให้ทุกคนเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น”

อ่านเพิ่มเติม : 6 ไอเดียด้านอสังหาฯ จาก 6 สตาร์ทอัพมาแรงสายพร็อพเทค

 

#5
Defi โลกการเงินไร้ศูนย์กลาง

นอกจาก NFT แล้ว Defi ก็เป็นอีกเทรนด์จากบล็อกเชนและคริปโต ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ซึ่งคุณท็อปมองว่าแม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ในระยะยาว มันจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อคนทั้งโลกแน่นอน

“DeFi ก็คือ Decentralized Finance มันเป็นคอนเซปต์ใหม่ ที่เปลี่ยนความเชื่อว่าเงินมันไม่ใช่กระดาษแล้ว ในอดีตที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 1971 มันคือระบบที่เชื่อว่าเงินคือกระดาษ”

“เปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมเพลง ในยุคที่ยังเป็นม้วนเทป จับต้องได้ ทุกอย่างก็ต้องสร้างบนพื้นฐานที่จับต้องได้ อย่าง ร้านแมงป่อง หรือ Blockbuster ส่วนการเงิน ก็ต้องมี เครื่องนับเงิน สาขา ตู้เอทีเอ็ม ธนาคาร กองทุน ฯลฯ”

“จนถึงวันนี้ที่ เพลงมันย้ายไปเป็นดิจิทัลแล้ว ทุกอย่างที่รองรับก็ต้องเปลี่ยนตามหมด เราก็เปลี่ยนไปฟังเพลงจาก YouTube, Joox หรือ Spotify”

“ก็เหมือนกัน ถ้าถึงวันที่เงินเปลี่ยนจากกระดาษเป็นโค้ดแล้ว มันก็ไม่ต้องมีตัวกลางอีก ทุกอย่างจะทำงานด้วยซอฟต์แวร์ทั้งหมด ผู้เล่นในอุตสาหกรรมก็ต้องเปลี่ยนแปลง”

“เราสามารถทำ Decentralized Lending ได้เอง คนที่มีเงินเยอะก็ไปปล่อยกู้ คนที่จะกู้เงิน ก็มากู้ผ่าน smart contract โดยไม่ต้องพึ่งตัวกลางอย่างธนาคารอีก”

 

#6
ใหม่ = เสี่ยง

ถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้ จะมีศักยภาพ แต่คุณท็อปก็เตือนว่าในทุกความใหม่นั้น จะมีความเสี่ยงที่คนมองไม่เห็น หรือยังค้นไม่พบซ่อนอยู่เช่นกัน ทั้งในแง่ของมิจฉาชีพหรือฟองสบู่

“คือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทุกอย่างที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ตัวเอง มันก็จะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่คนมองไม่เห็น”

“แล้วทุกยุคทุกสมัย ก็จะมีคนพยายามจะเอาจุดนี้ไปหลอกคน หรือใช้ประโยชน์ในทางที่ผิดเสมอ อย่างตอนที่รถยนต์ออกมาใหม่ ๆ โจรก็คือกลุ่มแรกเลยที่ใช้รถยนต์ขับหนีตำรวจ”

“อย่างอีเมล ทุกวันนี้ ผมยังได้รับอีเมลจากพระราชาแอฟริกามาขอเงินอยู่เลย แต่ถ้าพอใช้มันถูกทาง มันก็เป็นตัวเปลี่ยนวิธีการสื่อสารของโลก”

“อีกประเภท ก็จะมีคนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่เอามันไปปั่น แต่พอเกิดฟองสบู่แตก มันก็จะมีข้อตกลงหรือข้อกำหนดใหม่ ๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังฟองสบู่แตกทุกครั้ง และมีผลกระทบในระยะยาวต่อโลกของเรามหาศาล”

“เหมือนอย่าง Amazon, Facebook, Microsoft หรือ Apple เปลี่ยนโลกใบนี้ไปขนาดไหน หลังจากที่อินเทอร์เน็ตมันออกมา”

อ่านเพิ่มเติม : Where are they now? : เมื่อฟองสบู่ดอทคอมแตก

 

#7
มากกว่า Customer Centric

ความสำเร็จของ Bitkub ที่กลายเป็นเอกซ์เชนจ์ซึ่งคนไทยจำนวนมากเลือกใช้บริการนั้น คุณท็อปมองว่าเหตุผลหลัก ๆ คือการให้ความสำคัญกับลูกค้า

“เราไม่ได้เป็นแค่ customer centric แต่ผมว่าเราเป็น customer obsession เลย”

“อย่างวิธีการเลือกเหรียญ ก็จะมีคณะกรรมการดูแล ไม่ใช่ว่าทุกเหรียญจะลิสต์เข้ามาในตลาดของเราได้ ถ้าบริษัทไหนไม่สามารถทำตามข้อกำหนดได้ ก็ต้องเอาออกจากตลาด”

“แล้วก็มีการตั้งกองทุนหนึ่งร้อยล้านบาท เพื่อที่จะชดเชยการเสียหายอะไรต่าง ๆ ให้กับลูกค้า ทั้งที่งในข้อกำหนดที่เขียนไว้ มันไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบขนาดนั้น แต่เราเลือกที่จะเปิดมาเพื่อคนไทยจริง ๆ”

“แล้วเราก็มี Bitkub Academy เพื่อสอนความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้ลูกค้า ทั้งหมดนี้เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจที่เราตั้งไว้ ตั้งแต่วันแรกแล้วว่าเราต้องเป็นเอกซ์เชนจ์ที่คนไทยภูมิใจ”

“เมื่อความคาดหวังของลูกค้าสูงมาก เราก็ต้องเป็นบริษัทที่ให้บริการที่ดีที่สุด เท่าที่เราจะทำได้”

“ฝากเงินที่อื่น อาจจะนอนไม่หลับ แต่ฝากเงินที่เราเนี่ย ยังไงเรามีกฎหมายมาควบคุม ทุกคนนอนหลับแน่นอน”

 

#8
บล็อกเชนของคนไทย

อีกหนึ่งบริการของ Bitkub ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็คือ Bitkub Chain ซึ่งเกิดจากความคิดที่ว่าจะสร้างอะไรที่เป็นของคนไทยบ้าง

“อย่างให้ยกแอปมือถือขึ้นมา มีแอปไหนบ้างที่เป็นของคนไทยที่เราใช้ทุกวัน เราก็เลยอยากทำให้ทั้งโลกเห็นว่าคนไทยก็เก่ง เราก็สร้างยูนิคอร์นได้ เราก็เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีได้เหมือนกัน เป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้เหมือนกัน”

“Bitkub Chain ก็เลยเป็นนวัตกรรมที่เราพยายามจะผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมา เราไม่มีบล็อกเชนเป็นของตัวเองเลย มีแต่ใช้ของต่างชาติทั้งหมด เราก็เลยตั้งทีมที่ชื่อว่า Moonshot 10X เพื่อจะศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไม่ได้หยุดนิ่ง ที่จะสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น”

“ตรงนี้ มันจะเป็นการผลักดันเทคโนโลยีของประเทศไปข้างหน้า เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ให้คนไทยไปพัฒนาต่อ ถัดจากที่เราสร้างขึ้น คือตลาดหลักทรัพย์ดิจิทัล ที่เรียกว่า Bitkub”

“ผมบอกได้ว่ามันจะไม่ได้หยุดแค่นั้น จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในอนาคต ก็จะมีแอปพลิเคชั่นออกมาเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น มันก็ยังบอกตายตัวไม่ได้ว่าภาพใหญ่ มันจะทำอะไรได้บ้าง”

“แต่สิ่งที่เราทำคือผลักดันให้เกิดขึ้นก่อน แล้วพัฒนาบนสิ่งเดิมเรื่อย ๆ ให้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน”

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Total
0
Shares
Previous Article
เหมืองคริปโต

สรุปเหตุรัฐบาลจีนไล่ปิดเหมืองคริปโตเคอร์เรนซี คาดย้ายไปคาซัคฯ-เท็กซัส

Next Article
LiDAR

Deep Learning : เหตุผลหลักที่ Tesla ไม่ใช้ LiDAR

Related Posts