Full Self Driving

Full Self Driving ก้าวต่อไปของ Tesla สู่โมเดลสมาชิก

หลายปีมานี้ โมเดลธุรกิจที่ให้บริการแบบสมัครสมาชิก (as a service) ที่ผู้ใช้ต้องจ่ายค่าบริการแบบรายเดือน แทนที่จะเป็นการซื้อครั้งเดียวจบ

กลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับวงการเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มซอฟต์แวร์ ตั้งแต่ Adobe นำแนวคิดนี้มาใช้จนแพร่หลาย ตามด้วย Microsoft, AWS, Apple ฯลฯ

และล่าสุด คือการก้าวข้ามไปในอุตสาหกรรมรถยนต์ เมื่อ Tesla นำโมเดลสมาชิก มาใช้กับฟีเจอร์ Full Self Driving (FSD) ที่ถูกมองว่าจะเป็นการปฏิวัติวงการอีกครั้ง

Full Self Driving คืออะไร?

FSD คือระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติใน Tesla ซึ่งเน้นการพัฒนา AI ด้วยข้อมูลการใช้งานจริงของผู้ขับ Tesla รวมระยะทางกว่า 3,000 ล้านไมล์ (4,800 ล้านกม. – ข้อมูลจนถึงเดือนเม.ย. 20) ร่วมกับการจำลองขับในคอมพิวเตอร์ อีกกว่า 1 หมื่นล้านไมล์

แม้ FSD จะถูกจัดว่าเป็นยานยนต์อัตโนมัติ ระดับ 2 ตามเกณฑ์ของสมาคมวิศวกรรมยานยานต์ (SAE) และถูกโจมตีโดยค่ายรถยนต์อื่น ๆ ที่เลือกใช้ไลดาร์ ว่าไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ 100%

แต่ มัสก์ ก็ยืนกรานว่า FSD นั้นใช้งานได้จริง และจะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ โดยขายเป็นแพ็คเกจพร้อมกับตัวรถ ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว และมีการขึ้นราคาเป็นระยะจาก 5,000 ดอลลาร์ (150,000 บาท) ในช่วงแรก เป็น 10,000 ดอลลาร์ (300,000 บาท) ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

จนเมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทฯ ก็เปิดให้ผู้ใช้ที่ไม่ต้องการจ่ายเงินซื้อแพ็คเกจ สามารถใช้บริการ FSD แบบสมาชิกได้ ในราคาเดือนละ 200 ดอลลาร์ (6,000 บาท)

ซึ่ง ปิแอร์ แฟร์รากู นักวิเคราะห์ของ New Street Research มองว่าหากประสบความสำเร็จ โมเดลนี้จะสร้างรายได้ให้กับ Tesla มากกว่าการขายรถยนต์ด้วยซ้ำ

ทำไม FSD จะทำเงินให้ Tesla ได้มากกว่าการขายรถ

แฟร์รากู ประเมินว่าภายในปี 2030 Tesla น่าจะมีกำไรจากการขายรถต่อคันที่ 7,000 ดอลลาร์ (210,000 บาท)

แต่กำไรจากค่าสมาชิก FSD อาจสูงถึง 23,000 ดอลลาร์ (750,000 บาท) หรือกว่า 300% ที่ได้จากการขายรถ

เขาเปรียบเทียบด้วยการยกตัวอย่าง Adobe ที่ปัจจุบัน มีรายได้หลักจากค่าสมาชิก ซึ่งตัวเลขนี้เติบโตแบบก้าวกระโดด ตั้งแต่บริษัทฯ ประกาศให้ Creative Suite เป็นโมเดลสมัครสมาชิก ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา

กรณีของ Tesla เราลองประเมินรายรับจากโมเดลนี้แบบคร่าว ๆ จากยอดขายรถ

ในปี 2020 Tesla ขายรถได้ประมาณ 5 แสนคัน และถ้า GigaFactory ที่เบอร์ลิน เซี่ยงไฮ้ และเท็กซัส เข้าสู่การผลิตเต็มรูปแบบ ปีนี้ Tesla น่าจะผลิตรถเพิ่มได้อีก 3 แสนคัน ด้วยอัตรานี้ ภายในปี 2022 Tesla น่าจะผลิตรถได้ถึงหลักปีละ 1 ล้านคันเป็นอย่างต่ำ

สมมติว่าครึ่งหนึ่งของผู้ซื้อ ยอมสมัครบริการ FSD Tesla น่าจะมีรายได้เฉพาะจากบริการนี้บริการเดียว ปีละ 3,360 ล้านดอลลาร์ (1.1 แสนล้านบาท) และกลายเป็นแหล่งรายได้ที่สม่ำเสมอของบริษัทด้วย

ถ้าการวิเคราะห์ของ เฟร์รากู เป็นจริง ความสำเร็จของ FSD subscription จะกลายเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ เพราะระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ
ก็เป็นอีกแนวทางที่ค่ายรถยนต์อื่น ๆ ก็พัฒนาควบคู่กับ EV อยู่แล้ว

และในอนาคต รถยนต์ก็ถูกมองว่าจะพัฒนาไปเป็นคอมพิวเตอร์ที่วิ่งบนถนนได้ ขึ้นกับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

ทำอย่างไรเพื่อไปสู่มาตรฐานใหม่

แต่การจะผลักดันให้โมเดลสมาชิกของ FSD เป็นจริงได้ นักวิเคราะห์ของหลายสถาบัน ก็มองว่ามีอีกหลายเรื่องที่ Tesla ต้องแก้ไข

อย่างแรก คือ FSD ยังไม่ได้รับการยอมรับจาก SAE ว่าเป็นระบบอัตโนมัติที่สูงกว่า level 2 ซึ่งก็ไม่ต่างจากรถรุ่นอื่นที่มีซอฟต์แวร์อัตโนมัติในท้องตลาด แม้ว่า มัสก์ จะให้สัมภาษณ์ว่ามันทำงานได้ใกล้เคียงกับระบบอัตโนมัติ 100% หรือ level 5 ก็ตาม

กรณีนี้อาจย้อนกลับมาส่งผลเสียให้บริษัทฯ ถูกผู้บริโภคฟ้องร้องได้ โดยเฉพาะถ้ามีการพิสูจน์ได้ว่า FSD เป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ

อย่างที่สอง คือราคาที่ค่อนข้างสูง คือ 200 ดอลลาร์ (6,000 บาท) ต่อเดือน ซึ่งในสหรัฐฯ ราคานี้สามารถเช่าฮอนด้ารุ่นใหม่ ๆ มาขับได้เลย

แต่ในกรณีนี้ ยังมีแนวโน้มว่าจะสามารถปรับลดลงได้ ถ้ามองว่าแผนของ Tesla คือการเข้าไปเปิดตลาดรถรุ่นประหยัด ด้วย Model 2 ในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น บริษัทฯ ก็น่าจะปรับลดราคาส่วนนี้ลง เพื่อดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มใหญ่ตามไปด้วย

เมื่อถึงเวลานั้น ยานยนต์อัตโนมัติก็มีโอกาสเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในวงกว้าง เหมือนที่ Tesla ทำสำเร็จมาแล้ว ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมรถยนต์ ให้เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาป เป็น EV อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
6
Shares
Previous Article

Genki Forest เครื่องดื่มจีน ชื่อญี่ปุ่น ขับเคลื่อนด้วยดาต้า ท้าทาย Coca-Cola

Next Article
ฟู้ดแพชชั่น

ดูแลคนในองค์กรยุคโควิด ฉบับฟู้ดแพชชั่น กับคุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์

Related Posts