เมตาเวิร์ส

เมตาเวิร์ส โลกใบใหม่ของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก และ Facebook

“บางที ในอีกห้าหรือเจ็ดปีข้างหน้า คนจะมองเราในฐานะบริษัทเมตาเวิร์ส มากกว่าโมบายอินเทอร์เน็ต”

คือสิ่งที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook กล่าวกับ เคซีย์ นิวทัน ในรายการ The Vergecast หลังกล่าวกับนักลงทุนในการแถลงผลประกอบการไตรมาสสอง เมื่อสัปดาห์ก่อน ถึงทิศทางที่เจ้าพ่อโซเชียลมีเดียกำลังมุ่งหน้าไป

ตกลง เมตาเวิร์ส ที่พี่มาร์คพูดถึงคืออะไร?

จะเหมือนจักรวาลที่ทับซ้อนกันในซีรีส์ Loki หรือเป็นการรีแบรนด์เทคโนโลยี AR/VR ของบริษัทให้ฟังดูดีกว่าเดิม

ทีมงาน AHEAD ASIA สรุปการพูดคุยระหว่าง พี่มาร์ค กับ นิวทัน ไว้ตามนี้ครับ

ตกลง เมตาเวิร์ส คืออะไร

เมตาเวิร์ส (Metaverse) ที่ ซัคเคอร์เบิร์ก พูดถึงคือพื้นที่เสมือนจริง ที่ยูสเซอร์สามารถเข้าไปใช้ชีวิตแบบที่ต้องการได้ ตั้งแต่ทำงาน ท่องเที่ยว สังสรรค์ หรือซื้อสินค้าดิจิทัล

ซัคเคอร์เบิร์ก อธิบายว่าพอพูดแบบนี้ ทุกคนก็จะนึกถึงความจริงเสมือน (Virtual Reality) ก่อน เพราะเป็นสิ่งเทียบเคียงที่ใกล้ที่สุดที่เราคุ้นเคย

เขาอธิบายว่า VR เป็นเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่จุดที่เขาพูดถึง

คอนเซปต์ของเมตาเวิร์ส คือโลกอินเทอร์เน็ตที่มีตัวตน (embodied internet) คือไม่ใช่แค่เข้าไปดูคอนเทนต์เฉย ๆ แบบ 2D ในปัจจุบัน แต่เข้าสัมผัสและมีส่วนร่วมได้ แบบเดียวกับที่เราเห็นในภาพยนตร์ Ready Player One

ซัคเคอร์เบิร์ก บอกว่า เมตาเวิร์ส เป็นสิ่งที่อยู่ในจินตนาการเขาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว แต่เทคโนโลยีในยุคนั้น รวมถึงช่วงที่เขาก่อตั้ง Facebook ยังไม่รองรับ

จนเมื่อ VR และ Augmented Reality (ความจริงเสริม) เริ่มก้าวหน้าขึ้น โอกาสที่จะทำให้เป็นจริง ก็มาถึง

จะไปถึงจุดนั้นได้ยังไง

ที่ผ่านมา Facebook ลงทุนไปกับ VR และ AR ผ่านบริษัทลูกอย่าง Oculus ปีละหลายพันล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างอีโคซิสเต็มของเมตาเวิร์สให้เกิดขึ้น และหวังว่าจะเข้าใกล้จุดนั้นได้ ภายในสิ้นทศวรรษนี้

แต่ ซัคเคอร์เบิร์ก ก็เน้นว่า Facebook บริษัทเดียวคงทำไม่ได้ เพราะ เมตาเวิร์ส ที่เขามองไว้ ต้องมีการทำงานร่วมกัน (interoperability) แทนที่จะเป็นระบบปิดแบบที่บางบริษัททำ

การเข้าเมตาเวิร์สจึงไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ของ Oculus แต่จะเป็นของบริษัทไหนก็ได้

เพราะเป้าหมายของ Facebook คือการขยายฐานผู้ใช้งานเมตาเวิร์สออกไปให้กว้างที่สุด เพื่อวนกลับมาที่โมเดลธุรกิจของตัวเองคือโฆษณา และอาจรวมถึงโปรดักท์ดิจิทัลในโลกเมตาเวิร์ส

ทำไมต้อง เมตาเวิร์ส

คำถามของ นิวทัน คือทำไมมนุษย์เราจะต้องเข้าสู่โลกเมตาเวิร์สด้วย เพราะนั่นแปลว่าเราจะต้องสวมเฮดเซต ซึ่งเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อ เพื่อไปใช้ชีวิตในโลกนั้นติดต่อกันหลายชั่วโมง

แทนที่จะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาไถดูฟีด ครั้งละ 20-30 นาทีแล้ววาง เพื่อใช้ชีวิตจริงต่อ และถ้าเป็นแบบนั้น แปลว่าเราจะยิ่งเสพและใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่าเดิมรึเปล่า?

คำตอบของ ซัคเคอร์เบิร์ก คือ ทุกวันนี้ เราก็ใช้ชีวิตที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว

ทุกเช้า สิ่งแรกที่เขาทำตอนตื่น คือเอื้อมมือไปหยิบสมาร์ทโฟน

ฉะนั้น เมตาเวิร์ส คงไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เราใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

ในมุมของ ซัคเคอร์เบิร์ก เมตาเวิร์ส จะทำให้รูปแบบของการมีส่วนร่วม (engagement) ในโลกออนไลน์ ใกล้เคียงกับธรรมชาติของมนุษย์มากขึ้น

ไม่ใช่การไล่นิ้วไปบนหน้าจอสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กอย่างที่เราทำมาตลอด

การพรีเซนต์งาน หรือดึงข้อมูลต่าง ๆ ขึ้นมาแสดงในที่ประชุม VR จะใกล้เคียงกับโลกจริง แต่ทำได้หลากหลายกว่า ทั้งการแสดงโมเดล 3 มิติ หรือเรียกไวท์บอร์ดขึ้นมาเขียนข้อความ ฯลฯ

รวมถึงประสบการณ์การรับรู้เรื่องพื้นที่ (sense of space) ซึ่งแพลตฟอร์มแบบ 2D ทำไม่ได้

เขายกตัวอย่างการประชุมแบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ว่าการที่ทุกคนอยู่ในจอสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เหมือนกันหมด ทำให้บางครั้งเขาจำไม่ได้ว่ามีใครบ้าง หรือใครพูดอะไรบ้าง

เทียบกับการประชุมแบบ VR ที่ถึงทุกคนจะอยู่ในรูปอวตาร (avatar) แต่การเรียงตำแหน่งที่นั่งแบบโต๊ะประชุม ทำให้การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างพูดคุยใกล้เคียงกับของจริงมากกว่า

ตรงนี้ อาจมีคนทักว่าถ้าต้องการประสบการณ์เหมือนจริง ทำไมถึงไม่ไปนั่งประชุมกันแบบเดิม?

ซัคเคอร์เบิร์ก มองว่าถ้าไม่นับเรื่องโควิด จากนี้ไป เทคโนโลยีนี้จะขจัดปัญหาเรื่องระยะทางที่เคยเป็นอุปสรรคลงได้

ในช่วงโควิดระบาดระลอกแรก ซัคเคอร์เบิร์ก เคยพูดถึงแผนที่จะสร้าง Facebook ให้เป็นบริษัทที่พนักงานส่วนใหญ่ทำงานจากบ้านได้ และทลายข้อจำกัดเรื่องการจ้างคนเก่ง ๆ ที่อยู่ในต่างประเทศได้ด้วย

(อ่านเพิ่มเติม https://bit.ly/3fm1YIq)

พร้อมอ้างอิงงานวิจัยของ ราช เชตตี (Raj Chetty) ในหัวข้อ Geography of Intergenerational Mobility in the United States

ที่พูดถึงความไม่เท่าเทียม ซึ่งเป็นผลจากถิ่นที่เกิด หรือที่คน ๆ หนึ่งโตขึ้นมา ว่าจะส่งผลถึงเส้นทางชีวิต อาชีพ หรือรายได้ของคน ๆ นั้นในอนาคต (https://www.nber.org/papers/w19843)

และอธิบายว่าถ้าโลกของเมตาเวิร์สเป็นจริง เด็ก ๆ ในอนาคตจะมีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ง่ายขึ้น

ทั้งในแง่ของการรับรู้ข้อมูล การเรียนรู้ และการฝึกฝนทักษะต่าง ๆ

เช่น ในอนาคต นักกีฬาจากเอเชีย อาจจะได้เรียนรู้ทักษะด้านเบสบอลจากโค้ชชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นผู้นำในด้านนี้ได้ง่ายขึ้น

ความท้าทายที่รออยู่

นิวทัน ทักว่าอนาคตของเมตาเวิร์ส ก็คงไม่ต่างจากโซเชียลเน็ตเวิร์ค หรือบล็อกเชน ที่ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทเอกชน

แต่ประเด็นคือใครจะเป็นผู้ควบคุมความเป็นไปในพื้นที่ในโลกเสมือนเหล่านั้น ?

และสุดท้าย รัฐจะต้องเข้ามามีบทบาทในด้านใดด้านหนึ่งรึเปล่า?

คำตอบจาก ซัคเคอร์เบิร์ก คือปัจจุบัน Facebook, Microsoft และบริษัทอื่น ๆ ในนามของ XR consortium กำลังร่วมมือกันวางแนวทาง ที่จะเป็นฉันทามติสำหรับเมตาเวิร์ส ซึ่งยังมีคำถามอีกมากมายที่ต้องหาคำตอบให้ได้ เช่น ความเป็นส่วนตัว หรือทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ

ยังมีเรื่องของพื้นที่ที่อาจจะเป็นส่วนกลาง สำหรับเป็นสาธารณประโยชน์ เช่น ห้องสมุด เหมือน Wikipedia ในโลก 2D

ซึ่ง ซัคเคอร์เบิร์ก ก็ยอมรับว่าเรื่องเหล่านี้ อาจเป็นหน้าที่ของเอกชนในการสร้างมากกว่า เหมือนที่โครงสร้างพื้นฐานหลาย ๆ อย่างในปัจจุบัน ก็ถูกสร้างโดยองค์กรเอกชนใหญ่ ๆ มากกว่ารัฐ ต่างจากเมื่อ 50-60 ปีก่อน

สุดท้าย นิวทัน ถามว่าถ้าเมตาเวิร์สเกิดขึ้นจริง จะมีการแข่งตามล่าสมบัติเพื่อความเป็นเจ้าของโลกเสมือน แบบใน Ready Player One ไหม?

คำตอบจาก ซัคเคอร์เบิร์ก คือ ไม่ควรมีใครถือครองโลกเมตาเวิร์สไว้เป็นของตัวเองด้วยซ้ำ

เหมือนที่เน้นย้ำเรื่อง siloed things ซึ่งหมายถึงระบบปิดของบริษัทหนึ่งที่กำลังเป็นไม้เบื่อไม้เมากันอยู่ในตอนนี้ เป็นระยะระหว่างการให้สัมภาษณ์

อ่านถึงตรงนี้แล้วนึกออกไหมครับ ว่าพี่มาร์คเขากำลังหมายถึงใคร

เรียบเรียงจาก

INTERVIEW: Mark Zuckerberg on Facebook’s Metaverse

What is a ‘metaverse,’ and why is Mark Zuckerberg so excited about it?

XRA promotes responsible development and adoption of virtual, augmented and mixed reality.

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

 

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
1
Shares
Previous Article
ฟู้ดแพชชั่น

ดูแลคนในองค์กรยุคโควิด ฉบับฟู้ดแพชชั่น กับคุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์

Next Article
Afterpay

รู้จัก Afterpay ฟินเทคมูลค่า 9 แสนล้าน ผู้บุกเบิกโมเดล BNPL "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง"

Related Posts