เมืองอัจฉริยะ

Hyperconnectivity กุญแจหลักสู่เป้าหมายเมืองอัจฉริยะของประเทศไทย

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ก้าวสู่ยุคแห่งนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยุคที่ทั้งผู้คนและภาคธุรกิจต่างยอมรับเทคโนโลยีขั้นสูงต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ถึงกระนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่ารวดเร็ว จนบางทีก็เร็ว เกินกว่าเมืองที่เราอาศัยอยู่จะปรับตัวได้ทัน

อีกไม่นาน เราก็จะขยับเข้าใกล้ความเป็นไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งผู้บริหารของเมืองต่าง ๆ ในประเทศกำลังมองหาทางที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาพื้นที่ในปกครอง

นี่ถือเป็นประเด็นสำคัญในแผนงานพัฒนา เมืองอัจฉริยะ (Smart City Plan) ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาเมือง 100 แห่งทั่วไทยให้เป็นเมืองอัจฉริยะภายในปี 2565 และยังช่วยให้ประเทศได้ตระหนักถึงเป้าหมายในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

แต่ในรอบปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา การระบาดของโควิด-19 ยิ่งทำให้การดิสรัปชั่นรวดเร็วและชัดเจนขึ้น

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ไม่สามารถให้ความสำคัญแค่เรื่องการเปลี่ยนสู่ความเป็นดิจิทัล แต่ยังต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ปรับระดับขีดความสามารถ และสามารถใช้ในสถานการณ์จริงได้ด้วย

โควิด-19 สอนเราว่าความยั่งยืน ควรเป็นปัจจัยสนับสนุนในการสร้างเมืองอัจฉริยะ การจะทำแบบนั้นได้ เมืองต่าง ๆ ก็ต้องเข้าถึงจุดที่เชื่อมต่อหากันได้ทุกมิติ (hyperconnected maturity)

อะไรที่ช่วยให้เมืองเกิดการเชื่อมต่อในทุกมิติได้

โดยพื้นฐาน เมืองที่มีการเชื่อมต่อในทุกมิติ หรือ hyperconnected city จะปลดล็อคค่านิยมสำคัญ ด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคมได้ ผ่านการผลักดันให้ใช้เทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนแปลงและเชื่อมต่อจุดสำคัญของระบบนิเวศเมืองให้ประชากรที่อาศัยอยู่ อย่างรอบคอบ

ประเด็นคือสิ่งที่ต้องทำ มีมากกว่าแนวคิดทั่วไปของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

hyperconnected city ให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี ควบคู่การเชื่อมต่อกับหน่วยงานรัฐบาล สถานประกอบการธุรกิจ สถาบันการศึกษา และประชาชน ฯลฯ

เพื่อพัฒนาบริการอัจฉริยะต่าง ๆ ผ่านองค์ประกอบหลักทั้งสี่ เพื่อให้เมืองเหล่านั้น ได้รับนผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่

คำถามถัดมา คือเราจะประเมินความได้เปรียบของการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบทั้งสี่ในเมือง ๆ หนึ่งได้อย่างไร และองค์ประกอบทั้งสี่มีอะไรบ้าง

จากรายงาน Building a Hyperconnected City ที่โนเกียทำร่วมกับ ESI ThoughtLab

การเชื่อมต่อจะถูกประเมินโดยพิจารณาสี่องค์ประกอบหลักที่เชื่อมโยงถึงกัน ได้แก่

  • เทคโนโลยี
  • ข้อมูลและการวิเคราะห์
  • ความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์
  • ประชากร

จากพื้นฐานขององค์ประกอบหลักทั้งสี่ ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมี 20 เมืองที่จัดกลุ่มให้เป็น hyperconnected city ได้

แต่ต่อให้เมืองนั้น ๆ มีการเชื่อมต่อระหว่างองค์ประกอบหลักทั้งสี่แล้ว ภายในเมืองเองก็ยังมีระดับในการเข้าถึงการเชื่อมต่อที่ต่างกัน ซึ่ง กทม. ก็อยู่ในกลุ่มนี้

ณ ปัจจุบัน ไทยยังรอโอกาสพัฒนาในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น เห็นได้จากความพยายามที่จะพัฒนาพื้นที่สำคัญ ๆ ของประเทศ อย่างโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ที่เป็นความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ผู้บริหารเมือง เอ็นจีโอ และสถาบันการศึกษา

การยอมรับ IoT ในไทย

Hyperconnected city กำลังขยายขอบข่ายการใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูงไปทั่วระบบนิเวศเมือง

ทั้ง 20 เมืองในเอเชียแปซิฟิก ต่างก็กำลังเร่งให้เกิดการยอมรับความก้าวหน้า ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีไอที การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสารโทรคมนาคม และโซลูชั่นเทคโนโลยีด้าน Mobility เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงแบบองค์รวม โดยเฉพาะ เทคโนโลยี IoT (Internet of Things)

ในเมืองต่าง ๆ ทั่วเอเชีย เมื่อประชากรในเมืองมีจำนวนเพิ่มขึ้น ความยั่งยืนในแบบเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่ง IoT จะช่วยให้เมืองเหล่านี้ ใช้เครื่องมือดิจิทัลเพิ่มศักยภาพการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน (และในอนาคต) ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

ปัจจุบัน ไทยก็กำลังขยายการใช้งาน IoT ให้แพร่หลาย ในภาคส่วนหลัก ๆ ของประเทศ อาทิ ภาคการผลิต โลจิสติกส์ และการขนส่ง ก็ให้การยอมรับ IoT มากขึ้น รวมถึงด้านบริการสาธารณะต่าง ๆ ด้วย เช่น ไปรษณีย์ไทย ที่มีแผนนำมาใช้กับกล่องไปรษณีย์อัจฉริยะ (smart mailboxes) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ

จากงานวิจัยของโนเกีย กรุงเทพฯ และเมืองอื่น ๆ อีก 19 แห่ง ต่างก็กำลังมองหาช่องทางที่จะขับเคลื่อน IoT ต่อในสามปีข้างหน้านี้ ซึ่งแต่ละเมือง ก็จัดให้ IoT มีความสำคัญลำดับต้น ๆ ของการสร้างข้อมูลที่สามารถนำไปใช้พัฒนาการบริหารจัดการเมืองให้ดียิ่งขึ้นด้วย

เพิ่มศักยภาพความเป็นเมืองอัจฉริยะของไทยด้วยการบริหารข้อมูล

Hyperconnected city ใช้ IoT เพื่อกระตุ้นการใช้ข้อมูลในวงกว้าง ให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่มีส่วนร่วมในการบริหารเมือง

ซึ่งมีทั้งข้อมูลแบบดั้งเดิม ที่รวบรวมมาจากส่วนงานต่าง ๆ ของเมือง สถานประกอบการท้องถิ่น และการสำรวจประชากร และข้อมูลรูปแบบใหม่ เช่น จากระบบตรวจจับด้วย IoT A และโซเชียลมีเดีย

เช่น ในเมืองส่วนใหญ่ที่ทำการสำรวจ มีการปรับใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที และการสื่อสารโทรคมนาคม

กลุ่มที่สองคือประมาณครึ่งหนึ่ง ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในด้านบริการและระบบทางด้านการเงิน การรับส่งข้อมูลแบบเคลื่อนที่ (mobility) การคมนาคมขนส่ง และระบบรักษาความปลอดภัย (ทั้งทางกายภาพและดิจิทัล)

และส่วนสุดท้าย ก็เพิ่มการนำไปใช้รักษาความปลอดภัย การสาธารณสุข และการส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชนในเมือง

ในไทย ก็มีความพยายามผลักดันให้เกิดการใช้งานข้อมูลเหล่านี้ ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นในเมืองต่าง ๆ ไม่ใช่แค่ใน กรุงเทพฯ แต่ยังรวมถึงเมืองอื่น ๆ อย่าง ชลบุรี และ ระยอง ด้วย

การเชื่อมต่อในทุกมิติช่วยเพิ่มผลกำไรตอบแทน

นอกจากการรับมือความท้าทายในเรื่องความยั่งยืนโดยตรงแล้ว ผู้บริหารเมือง ยังต้องกระตุ้นให้เกิดการลงทุนสำหรับเมืองอัจฉริยะเพื่อสร้างผลตอบแทนด้วย

การจะก้าวสู่สภาวะที่เชื่อมต่อได้ในทุกมิติ จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการเพื่อสร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้ ทั้งในเชิงธุรกิจ เศรษฐกิจ การเงิน สังคม และสิ่งแวดล้อม

แต่ละเมือง ก็ต้องทำความเข้าใจด้วย ว่าการลงทุนในเรื่องไหน ที่จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดได้

อ้างอิงจากงานวิจัยของโนเกีย โครงการธรรมาภิบาล ถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดสำหรับการลงทุนในระบบนิเวศเมือง

ยกตัวอย่าง โครงการธรรมาภิบาลอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับเมืองที่เริ่มนำโซลูชั่นการเชื่อมต่อแบบครบวงจรมาใช้งาน จะเห็นว่ามีตัวเลขผลตอบแทนเฉลี่ยที่ร้อยละ 2.6 ขณะที่หัวเมืองชั้นนำที่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีมากกว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยจะอยู่ที่ร้อยละ 5.6

เมื่อเมืองต่าง ๆ มีการเชื่อมต่อที่เข้าถึงได้ในทุกมิติมากขึ้น เครือข่ายที่เชื่อมต่อ จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่หลากหลายได้ด้วย

กรุงเทพฯ ก็กำลังมองหาโอกาสเพื่อดึงการลงทุนมูลค่าสูงให้มากขึ้น ผ่านโร้ดแม็ปของแผนยุทธศาสตร์ ไทยแลนด์ 4.0 ที่รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ด้านบริการสาธารณะ การคมนาคมขนส่ง และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

รวมถึงการผลักดันการสาธารณสุขของประเทศสู่อนาคต ด้วยการนำบริการด้านสุขภาพทางไกล (telehealth) บนเครือข่าย 5G มาใช้งาน ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ในช่วงแรกด้วย เพื่อลดภาระให้บุคลากรด่านหน้า

การปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้น ยังช่วยสนับสนุนภาคการสาธารณสุขในภาพรวม เพื่อเสริมสร้างความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ของประเทศด้วย

ผู้มีส่วนในการบริหารประเทศไทย จึงควรให้ความสำคัญและมองหาหนทางที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นในระยะยาว

ณ ตอนนี้ ไทยกำลังเข้าใกล้ความเป็นเมืองอัจฉริยะที่มีการเชื่อมต่อในทุกมิติยิ่งกว่าเดิม โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองชั้นนำในการปรับเปลี่ยนนี้

แต่ผู้บริหารเมืองต่าง ๆ ต้องพร้อมเผชิญหน้ากับการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน แพลตฟอร์มที่หลากหลาย ความต้องการข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ และประยุกต์ใช้ให้เข้ากับความต้องการของเมือง

สิ่งสำคัญกว่านั้น คือไม่ว่าจะอยู่ในจุดไหนของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ผู้บริหารเมืองต้องแน่ใจได้ว่าประชนชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะให้การสนับสนุน ด้วยการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานให้เห็นเป็นรูปธรรม

การสร้าง hyperconnected city เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่ผลที่ได้นั้นถือว่าคุ้มค่า เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงสวัสดิการด้านสังคมเศรษฐกิจ ความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนให้เมืองเติบโตต่อเนื่อง และผลพลอยได้อื่น ๆ

เพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น ประเทศไทยได้วางมาตรการเชิงรุกต่างๆ ไว้รองรับแล้ว

ผู้บริหารเมืองต่างๆ ควรจะมองหาโอกาสที่จะส่งเสริมการเป็นเมืองอัจฉริยะ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแผนยุทธศาสตร์ชาติ ในยุคที่ภูมิทัศน์ด้านสังคมและธุรกิจของประเทศกำลังมุ่งสู่การสร้างอุปสงค์ใหม่ในอนาคต

บทความโดย โดย ธนัตถ์ เตชะธนบัตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
1
Shares
Previous Article
ฮอตดอก

มหาวิทยาลัยมิชิแกน เผยผลวิจัย กินฮอตดอกแค่ชิ้นเดียว ทำชีวิตติดลบ 36 นาที

Next Article
SHB Finance

กรุงศรี ซื้อกิจการ SHB Finance ในเวียดนาม ตามกลยุทธ์ขยายธุรกิจสู่อาเซียน 

Related Posts