Local Alike

ปรับตัวอย่างไร ในวันที่ธุรกิจท่องเที่ยวหยุดชะงัก : สมศักดิ์ บุญคำ Local Alike

“ธุรกิจท่องเที่ยวมันเปราะบางมาก เรากำลังพึ่งพาใครก็ไม่รู้จากนอกประเทศ ที่ผ่านมา เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาสร้างรายได้จนเป็น GDP อันดับที่ 3 แต่หารู้ไม่ ว่ามันเปราะบางมาก ๆ”

“คือถ้าเมื่อไหร่เกิดโรคระบาดขึ้น เราก็จะตกอยู่ในสภาพนี้”

คือหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่ สมศักดิ์ บุญคำ หรือคุณไผ ผู้ก่อตั้ง Local Alike ธุรกิจเพื่อสังคมที่ใช้การท่องเที่ยว เป็นเครื่องมือในการพัฒนาและสร้างรายได้ให้กับชุมชน ได้เรียนรู้จากช่วงเวลาเกือบสองปีที่ผ่านมา ในการสนทนากับทีมงาน AHEAD ASIA จนเป็นที่มาของบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้

 

จากปิโตรเคมี สู่การท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน

มองกันเผิน ๆ อาชีพวิศวกรปิโตรเคมี กับการทำธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน ไม่น่าไปด้วยกันได้ แต่ทั้งสองเรื่องนี้ ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Local Alike

อย่างที่คุณไผเล่าให้เราฟัง ว่าอาชีพวิศวกร มีส่วนสำคัญในการพาเขากลับไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเอง

“จริง ๆ การเลือกเรียนวิศวปิโตรเคมีของผม คือการตอบสนองความต้องการของตัวเองและครอบครัว เพื่อสร้างรายได้ พาตัวเองออกจากความยากจน”

“แต่ก็เพราะการเป็นวิศวกร ทำให้เราได้มีเส้นทางชีวิต ที่ได้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ไปท่องเที่ยว แล้วก็ได้เห็นความต่างของสังคมเยอะมาก”

“ผมเห็นคนที่หลวงพระบางมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะการท่องเที่ยวเข้าถึง แต่พอย้อนกลับไปมองคนในเชียงตุง ในพม่า หรือ ชนชั้นจัณฑาลในอินเดีย ที่ยังต้องขอเงินจากนักท่องเที่ยวจนถูกมองในแง่ลบ

“คนกลุ่มนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนเด็ก ๆ ที่ไม่มีกระทั่งรองเท้าสำหรับใส่ไปโรงเรียน ก็เลยมองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่าจะใช้องค์ความรู้ที่มี ทำงานเพื่อคนที่มีปัญหาแบบเดียวกับเรา”

“นั่นคือจุดเปลี่ยนจริง ๆ ที่ทำให้ผมลาออกจากการเป็นวิศวกร”

 

เปลี่ยนตัวเองด้วยองค์ความรู้ใหม่

การลาออกจากงานที่มีรายได้มั่นคง ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้น เพราะการจะก้าวข้ามไปสู่โลกใหม่ที่ต่างไปจากเดิม

สิ่งที่คุณไผเลือกทำคือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยการเปิดรับองค์ความรู้ใหม่

“สมัยที่ผมยังเป็นวิศวกร ธุรกิจเพื่อสังคมไม่ได้มีตัวเลือกเยอะ อาจจะมีโครงการพัฒนาดอยตุงของสมเด็จย่า ผมก็อยากเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย แต่จะทำงานแบบนั้นได้ เราต้องมีองค์ความรู้อีกแบบนึง”

“ผมก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสะสมความรู้เพิ่มเติม ก็เลยเลือกไปเรียนปริญญาโทเรื่องความยั่งยืนที่สหรัฐฯ เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ และกลับมาด้วยองค์ความรู้ใหม่”

“พอเรียนจบกลับมา ผมก็ได้ไปทำงานที่ดอยตุงอย่างที่อยากทำ ระหว่างฝึกงาน ผมก็ได้เจอกับพี่ ๆ ชาวเขา ที่อยากจะทำเรื่องการท่องเที่ยว เพราะแหล่งท่องเที่ยวมันอยู่กับเค้า แต่ไม่รู้จะทำยังไง จะสร้างรายได้ยังไง เพราะเค้าไม่มีองค์ความรู้ด้านนี้”

“เพราะตอนนั้น ก็จะมีแต่บริษัททัวร์ที่พาลูกทัวร์มาลงใกล้ ๆ แล้วก็อธิบาย อธิบายเสร็จก็ถ่ายรูป แล้วขึ้นรถกลับไป ชาวบ้านก็นั่งมองว่าคนมาเที่ยวที่นี่ แต่พวกเค้าไม่มีรายได้จากตรงนี้เลย”

 

มองเห็นโอกาส แล้วลงมือสร้าง

ในยุคนั้น บริษัททัวร์เป็นผู้ควบคุมธุรกิจท่องเที่ยวไว้ทั้งหมด แต่คุณไผมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา แต่มันคือโอกาสสำหรับชุมชนนั้น ๆ ในการสร้างรายได้

“มันเป็นโอกาส แต่คนในชุมชนก็ต้องลุกขึ้นมาจัดการเรื่องนี้ ผมอาสาเป็นคนหาเครื่องมือมาให้ ไปหาข้อมูล และเอาเครื่องมือจัดการท่องเที่ยวสำหรับชุมชนมาใช้ เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจขึ้น”

แหล่งชุมชนแห่งแรกที่คุณไผ ทดลองนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ คือ หมู่บ้านหล่อโย ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย

“ช่วงนั้น ผมเทสต์กับสองหมู่บ้าน คือหมู่บ้านหล่อโย เค้ามีนักท่องเที่ยวเข้าไป แต่รายได้ไม่ตกถึงชุมชน อันนี้คือเรารู้แล้วว่ามันมีโอกาสอยู่ แต่เศรษฐกิจยังไม่เกิด ทีนี้เราจะทำยังไงให้เกิด”

“แล้วก็มีอีกหมู่บ้านใกล้ ๆ กัน เป็นหมู่บ้านในโครงการดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง ทรัพยากรดีมาก แต่ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย เราก็เลือกทำสองหมู่บ้านพร้อมกัน โดยใช้โมเดลเดียวกัน”

“ในมุมธุรกิจ มันไม่ถึงกับสำเร็จ แต่ตอนที่เราทำ เราไม่ได้เริ่มจาก mindset ของคนทำธุรกิจ แค่คิดว่าจะทำยังไงถึงพัฒนาชุมชนได้”

แม้จะไม่ได้ทำอาชีพวิศวกรแล้ว แต่คุณไผก็ใช้วิธีคิดแบบวิศวกรมาใช้ นั่นคือตั้งสมมติฐาน และทดสอบว่าเป็นจริงรึเปล่า

“เราก็เลือกที่จะทำ แล้วค่อย ๆ หานักท่องเที่ยวเข้าไป สุดท้ายก็ได้เป็นองค์ความรู้ขึ้นมา ว่าการท่องเที่ยวในมุมมองของชุมชนเป็นแบบนี้นะ มีอะไรบ้างที่ชุมชนต้องรู้ มีกระบวนการแบบไหนบ้างที่เค้าจะรวมกลุ่มทำกันเองได้ ทั้งสองหมู่บ้าน ก็ถือเป็น sandbox ของ Local Alike”

 

การปฏิเสธที่นำไปสู่จุดเริ่มต้น

เมื่อค้นพบแผนธุรกิจที่เหมาะสม ลำดับต่อไปคือการ scale up เพื่อขยายธุรกิจออกไปสู่หมู่บ้านอื่น ๆ

แต่การจะทำแบบนั้นได้ ก็จำเป็นต้องมีเงินทุนเพื่อใช้สำหรับการพัฒนาความพร้อมให้หมู่บ้านเหล่านั้นด้วย

“แรก ๆ ผมก็ยังไฟแรง เข้าใจว่าโมเดลนี้ดีแล้ว เราก็ทำแผนธุรกิจไปคุยกับนักลงทุน ปรากฎว่าไม่สำเร็จ ไม่มีนักลงทุนคนไหนเข้าใจ ว่าทำไมต้องลงทุนพัฒนาหมู่บ้านขนาดนี้ ใช้เวลาเกือบปี มันจะคุ้มกับที่ลงทุนไปรึเปล่า”

การถูกปฏิเสธทำให้คุณไผมองหาทางเลือกอื่น ๆ จนลงเอยที่การประกวดแผนธุรกิจตามงานต่าง ๆ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายให้กว้างขึ้น จนเกิดโมเดลธุรกิจใหม่ของ Local Alike ตามมา

“จากตอนแรกที่เรามีแค่โมเดลรายได้จากการขายทัวร์ เราก็พัฒนามาเป็นโมเดลขายองค์ความรู้ในการพัฒนาชุมชนให้องค์กรที่เค้าทำงานด้านนี้อยู่แล้ว กลายเป็นว่าหลังจากทำตรงนี้ได้ เราแทบไม่ต้องใช้เงินตัวเองในการพัฒนาชุมชนเลย”

ผมใช้เวลาพิสูจน์สมมติฐานประมาณ 3 ปี เพราะช่วงแรกรายได้ที่เข้ามา มันยังไม่พอสำหรับต้นทุนที่เราใช้ในการพัฒนาชุมชน แต่จากนั้น ก็เริ่มทำกำไรได้จากการขายทัวร์ให้นักท่องเที่ยว ขายองค์ความรู้ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เค้าอยากพัฒนาชุมชน”

 

ความแปลกที่แตกต่าง

ในฐานะผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืนในบ้านเรา คุณไผถือโอกาสแชร์ประสบการณ์ และเรื่องแปลกในสายตานักท่องเที่ยว ที่กลายเป็นเสน่ห์ตามธรรมชาติของทริปลักษณะนี้

“ปกติเวลาคนมาเที่ยวเมืองไทย ก็จะนึกถึงทะเล ภูเขา หรือไปดื่มกินในเมือง”

“ในชุมชน ก็จะมีอะไรแปลก ๆ อย่างการเสิร์ฟหนอนไม้ไผ่เป็นอาหาร ตอนแรกคนก็อาจจะกังวลว่าสะอาดรึเปล่า แต่พอทำเสร็จแล้วได้ลองชิม เค้าก็ชอบ และก็เป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมด้วย หรืออีกอย่างก็คือรากชูที่ชาวเขาเค้าใช้แทนผงชูรส ก็จะทำให้อาหารนัวขึ้นได้”

“หรือองค์ความรู้แปลก ๆ อย่างการไปเดินป่า ก็จะมีเทคนิคการจับปลามือเปล่า อะไรที่คนไม่เคยได้เรียนรู้ ก็จะรู้กัน”

แต่ที่คุณไผประทับใจที่สุด คือการมีส่วนช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จากแหล่งอาชญากรรมในสายตาคนนอก จนกลายเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่ธุรกิจชุมชนเติบโตอย่างรวดเร็ว

“ที่ผมประทับใจมาก คือหมู่บ้านในเชียงรายแห่งหนึ่ง ตอนแรกถูกมองว่าดาร์คมาก เพราะเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด”

“แต่พอเราทำไปเรื่อย ๆ มันเริ่มส่งกลิ่นอายความเป็นชุมชนอาข่า แล้วก็ได้อานิสงส์จากเหตุการณ์ถ้ำหมูป่า ซึ่งอยู่ใต้หมู่บ้านนั้นพอดี ก็เลยมีคนไปที่นั่นสม่ำเสมอ ก็มีร้านกาแฟชุมชนผุดจากร้านเดียวเป็นสิบร้าน มีโฮมสเตย์เกิดขึ้น เศรษฐกิจมันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ”

 

วันที่ธุรกิจอยู่ท่ามกลางความท้าทาย

เมื่อมีแง่บวกก็ต้องมีแง่ลบ ในช่วงเกือบสองปีมานี้ การท่องเที่ยวคือหนึ่งในประเภทธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เมื่อการเดินทางทั่วโลกหยุดชะงัก

หลังการวิเคราะห์ คุณไผและทีมงานก็พบว่าบริษัทฯ ต้องมีโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ

“ด้วยความที่เราดูแลชุมชนต่าง ๆ ประมาณ 200 ชุมชน ก็ต้องมานั่งคิดกันต่อว่าจะทำยังไง เพราะเราไม่รู้เลยว่าการระบาดนี้จะจบเมื่อไหร่”

“ที่เราทำคือ diversify สินค้าและบริการที่มี ว่าจะทำยังไงต่อ โดยใช้ asset เดียวที่มี คือความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน และในชุมชน ก็มี asset ที่ตอนแรกเราไม่ได้โฟกัสเลย คือสินค้าชุมชน หรืออาหารชุมชน”

“เราก็ตั้งสมมติฐานใหม่ว่า ถ้านักท่องเที่ยวมาหาชุมชนไม่ได้ อะไรในชุมชนที่เราจะส่งไปหาคนเหล่านั้นได้บ้าง”

คุณไผนำโมเดลธุรกิจแบบเดียวกับที่เคยใช้ Local Alike นั่นคือปรึกษากับชุมชน ออกแบบ ดีไซน์ และหาเงินลงทุน

จนต่อยอดมาเป็น Local Aroi (เดลิเวอรีเซอร์วิส เพื่อขายวัตถุดิบหรือเมนูชุมชน) และ Local Alot (อีคอมเมิร์ซสินค้าจากชุมชน ที่เป็นงานคราฟท์ งานแฟชั่น สมุนไพร ผลผลิตทางการเกษตร)

ซึ่งพอเกิดขึ้น ก็สามารถนำองค์ความรู้นี้ ไปขายต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ในแง่การเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้สินค้าจากชุมชนได้อีก

แต่การจะทำแบบนั้นได้ ทีมงานเดิมของ Local Alike ก็ต้องรีสกิลตัวเอง เพื่อรับองค์ความรู้ใหม่ด้วย

 

ทำอย่างไรเมื่อยังไม่เห็นแสงปลายอุโมงค์

ในการพูดคุยกับทุกคนทำธุรกิจที่ผ่านมา เจ้าของธุรกิจทุกรายเห็นตรงกันว่าการจะประคองให้อยู่รอดได้ กระแสเงินสดคือสิ่งจำเป็น

กรณีของ Local Alike ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เส้นเลือดใหญ่อย่างการท่องเที่ยวยังไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมา

“ช่วงแรก เราไม่มีแผนเรื่องลดเงินเดือน เพราะมองว่าสายป่านเราก็ยังพอมี เพียงแต่ต้องหาแหล่งรายได้ใหม่มาบาลานซ์ต้นทุน อย่างการขายของออนไลน์ ในช่วงปีแรก เราก็ยังพออยู่ได้ เพราะสินค้ายังขายได้ กำลังใจของคนก็พอมี”

“แต่พอเข้าปีที่สอง เราต้องปรับตัวมากขึ้น เพราะคนหันมาทำธุรกิจออนไลน์กันมากขึ้น คู่แข่งก็มากขึ้น และพอโควิดมันลากยาวมานาน กำลังใจของคนก็เริ่มลดลง ผู้ซื้อก็เลือกใช้จ่ายเฉพาะเรื่องที่จำเป็นจริง ๆ ยอดขายของออนไลน์ก็ดร็อปลง”

“สิ่งที่เราต้องทำ ก็คือรับงานองค์กรมากขึ้น คือไป bid งานภาครัฐ หรือไปขายงาน CSR ให้ภาคเอกชนที่ยังมีกำลัง”

“ผลที่ตามมาก็คือเงินหมุนเวียนเราไม่พอ เพราะภาครัฐก็มี clearing term อยู่”

“จนช่วงสองเดือนหลังสุด เราถึงตัดสินใจลดเงินเดือนพนักงานทุกคน เลิกเช่าออฟฟิศ เพื่อลด fixed cost ให้มากที่สุด และรักษาสภาพคล่องและสายป่านให้ยาวพอ จนถึงปีหน้าที่สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น”

 

บทเรียนสำคัญของคนทำธุรกิจ

เมื่อทีมงาน AHEAD ASIA ถามคุณไผว่าเกือบสองปีมานี้ อะไรคือบทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้ในฐานะคนทำธุรกิจ

เรื่องแรกที่คุณไผพูดขึ้น คือผู้นำองค์กร หรือเจ้าของธุรกิจต้องอ่านเกมให้ออก และปรับตัวให้เร็ว

“ตอนนี้ พอมองย้อนกลับไป และเห็นว่าเราใช้เวลาในการปรับตัว 1-2 เดือน ซึ่งนานเกินไป จริง ๆ ถ้าเราปรับได้ไวกว่านี้ สถานการณ์ก็อาจจะดีกว่านี้”

เรื่องถัดมาคือ mindset ของคนในองค์กร ซึ่งสำคัญมากในการประคับประคองธุรกิจในสถานการณ์แบบนี้

“ผมมองว่าทีมที่ดีสำคัญมาก การมีทีมที่เรียนรู้จะปรับตัว มีความกระหายจะทำธุรกิจ มี entrepreneurial mindset ถ้าในองค์กรมีคนเหล่านี้อยู่ด้วย ก็มีโอกาสที่จะจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้”

ข้อสุดท้าย คืออะไรที่เคยคิดว่ามั่นคง บางครั้งก็เป็นเรื่องที่เปราะบางอย่างคาดไม่ถึง และคนทำธุรกิจต้องรู้จักปรับเปลี่ยนตัวเอง ให้มีรายได้มากกว่าหนึ่งทาง

“สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เรารู้ว่า ธุรกิจท่องเที่ยวมันเปราะบางมาก ที่ผ่านมา เราพึ่งพาใครก็ไม่รู้จากนอกประเทศ เราอาจจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาสร้างรายได้จนเป็น GDP อันดับ 3 ของประเทศ แต่หารู้ไม่ ว่ามันเปราะบางมาก ๆ”

“คือถ้าเมื่อไหร่เกิดโรคระบาดขึ้น เราก็จะตกอยู่ในสภาพนี้”

“มันทำให้ผมพบว่าผู้ประกอบการท่องเที่ยว ต้องรู้จักพึ่งพาตัวเองมากขึ้น อาจจะต้องพึ่งการท่องเที่ยวในประเทศให้มากขึ้น”

“ขณะเดียวกัน ก็ต้องรู้จักปรับตัว ไม่ใช่ขายทัวร์อย่างเดียว แต่ต้องขายอย่างอื่นได้ด้วย เพื่อเพิ่มช่องทางรายได้ให้กับตัวเอง”

 

มองไปข้างหน้ากับการฟื้นฟู

แม้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จะยังเห็นไม่ชัดในตอนนี้ แต่คุณไผก็เริ่มมองไปถึงวันที่ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มกระเตื้องขึ้นแล้ว และเริ่มผลักดันให้เกิด กองทุนฟื้นฟูชุมชนท่องเที่ยว เพื่อให้ชุมชนเหล่านั้นเตรียมพร้อมสำหรับวันนั้น

“การที่ชุมชนไม่ได้รับนักท่องเที่ยวเลยในช่วงเกือบสองปีที่ผ่านมา มันทำให้สกิลในการต้อนรับของเค้าหายไป สาธารณูปโภคหลาย ๆ อย่างก็เริ่มชำรุด”

“ผมมองว่า ปีหน้า อย่างน้อยการท่องเที่ยวในประเทศจะเริ่มกลับมา เราก็กลับไปคุยกับชุมชนที่เราทำงานด้วยมานาน ว่าจะตั้งกองทุนฟื้นฟูชุมชนท่องเที่ยว ให้เอาเงินไปฟื้นฟูตัวเอง สร้างห้องน้ำใหม่ ไปผลิตสินค้า และก็เตรียมรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา ฯลฯ”

“ชุมชนทั้งห้าที่ร่วมในโครงการ ก็ผ่านการวางแผนมาอย่างดี ว่าจะนำเงินไปใช้อะไร มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินที่เข้ากองทุนนี้มันจะไม่หายไป และสามารถนำไปใช้กับชุมชนอื่น ๆ ต่อไป”

 

จิตสำนึกเพื่อความยั่งยืน

เมื่อถึงเวลาที่การระบาดผ่านพ้นไปแล้วจริง ๆ คุณไผก็มองว่าหน่วยงานรัฐจะกลับมาให้ความสำคัญกับกลุ่มคนที่ทำสตาร์ทอัพมากขึ้น เพื่อการแก้ปัญหาจากจุดเล็ก ๆ ที่เป็นรากฐานของประเทศก่อน

“ไม่ใช่แค่ Local Alike แต่สตาร์ทอัพอื่น ๆ ในกลุ่ม Social Enterprise ก็มีโซลูชั่นที่ดีมาก ๆ”

“คือถ้าภาครัฐมองเห็นข้อดีของโซลูชั่นเหล่านี้ และดึงไปใช้เพื่อแก้ปัญหา มันก็มีโอกาสจะแก้ไขได้ เพราะการจะแก้ปัญหาในภาพรวม ก็เริ่มจากปัญหาในจุดเล็ก ๆ ที่เป็นรากฐานของประเทศ อย่างชุมชน หรือสิ่งแวดล้อมก่อน”

ขณะเดียวกัน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว ก็ควรย้อนกลับมาสำรวจตัวเอง และหาวิธีพัฒนาสิ่งที่มีอยู่เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืนอย่างแท้จริงต่อไป

“ผมว่าเราต้องย้อนกลับมามองตัวเอง และยอมรับว่าสิ่งหนึ่งที่เรากำลังทำอยู่ คือกินบุญเก่าของประเทศ เรากำลังขายของเก่ากิน กำลังขายทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม ขายวัฒนธรรมของประเทศที่ดี แต่เราได้รักษามันดีพอแล้วหรือยัง?”

“จากนี้ ที่เราควรทำคือคิดว่าทำยังไง ให้ยิ่งมาเที่ยวแล้วคนยิ่งรู้สึกแคร์สิ่งเหล่านี้จริง ๆ”

“มันควรจะเป็นจิตสำนึกของทุกคน ไม่ใช่แค่ของนักท่องเที่ยว แต่ต้องเป็นของผู้ประกอบการทุกคน ชุมชน ภาครัฐ เพื่อให้ทรัพย์สมบัติของประเทศเราโตไปในมุมมองที่ยั่งยืน”

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
0
Shares
Previous Article
Carousell

รู้จัก Carousell ยูนิคอร์นตัวล่าสุดแห่งอาเซียน พลิกตลาดมือสองด้วยความง่าย

Next Article
Garmin x Rabbit

การ์มินจับมือแรบบิท บริการชำระเงินผ่านสมาร์ทวอทช์ Garmin x Rabbit

Related Posts