เทรนด์เทคโนโลยี

10 เทรนด์เทคโนโลยี แห่งอนาคต คัดเลือกโดย World Economic Forum

ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เทคโนโลยีจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสนใจ เพื่อพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังจะมาถึง

ทุกปี World Economic Forum ร่วมกับวารสาร Scientific American จะทำการจัดอันดับ Top 10 Emerging Technologies เพื่อให้เห็นทิศทางว่าเทคโนโลยีแบบไหนกำลังมีบทบาทขับเคลื่อนโลกใบนี้ ในปีที่ผ่านมา รวมถึงอนาคตในอีก 3 ถึง 5 ปีนับจากนี้

มาดูกันว่า เทรนด์เทคโนโลยี ที่เกิดขึ้น และจะมีบทบาทกับชีวิตเรานับจากนี้ไป มีอะไรบ้าง

 

เทคโนโลยีเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์

นานกว่าร้อยปีแล้วที่มีการค้นพบว่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงเกินไปในชั้นบรรยากาศ นำไปสู่ปรากฎการณ์เรือนกระจก และภาวะโลกร้อน

ที่ผ่านมา มีความพยายามจากทุกฝ่ายเพื่อลดการปล่อย CO2 ทั้งในภาคการผลิตและครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง

จนเป็นที่มาของเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อย Co2 เหล่านี้ ซึ่งถูกนำมาใช้แล้ว และจะเติบโตขึ้นอีกใน 3-5 ปีนับจากนี้

  • ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คือหนึ่งในผู้บุกเบิกเทรนด์นี้ เห็นได้จากความนิยมของ Tesla และตลาด EV ที่เติบโตขึ้นในหลายพื้นที่นอกจากจีนและสหรัฐฯ
  • อีกแหล่งพลังงานทดแทนสำคัญที่กำลังถูกผลักดันให้มีการนำมาใช้ในการขนส่งและคมนาคม คือไฮโดรเจน โดยมีผู้บุกเบิกอย่าง Coradia iLint รถไฟพลังไฮโดรเจน ซึ่งพัฒนาโดย Alstom จากเยอรมนี
  • ในด้านการเกษตร โปรตีนทางเลือกจากพืชอย่าง Impossible Burger หรือ Beyond Meat ก็มีส่วนช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำปศุสัตว์ได้
  • นอกจากลดการปล่อยแล้ว การเก็บกักคาร์บอนก็สำคัญเช่นกัน ปัจจุบัน นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง ก็เริ่มนำเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) มาช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ให้ขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศได้

อ่านเพิ่มเติม คาดผู้ผลิตหั่นราคารถ EV เหลือเท่ารถ ICE ได้ภายใน 4 ปี

พืชที่สร้างปุ๋ยได้เอง

ไนโตรเจนเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในบรรยากาศ แต่การเปลี่ยนรูปตามวัฎจักรของมัน และความเข้มข้นที่มากไป ก็อาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมได้

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ความเข้มข้นของไนเตรทในแหล่งน้ำสูงขึ้นคือภาคการเกษตร ซึ่งในแต่ละปีใช้ปุ๋ยไนโตรเจนมากกว่า 110 ล้านตัน เพื่อเพิ่มผลผลิต

แนวทางแก้ไขคือลดการใช้ปุ๋ยลง ด้วยการอาศัยความสัมพันธ์แบบพึ่งพากัน ระหว่างพืชตระกูลถั่วกับแบคทีเรีย

พืชตระกูลถั่วนั้นมีส่วนที่เรียกว่ารากปม (root nodules) คอยสร้างสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะกับการเติบโตของแบคทีเรีย กลับกัน แบคทีเรียก็จะตรึงไนโตรเจนในอากาศเป็นไอออน ให้พืชนำไปใช้

ปัจจุบัน จึงมีความพยายามใช้พันธุวิศวกรรมตัดแต่งพันธุกรรมข้าวโพด และธัญพืชสายพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีรากปม เพื่อให้พืชเหล่านั้นสามารถผลิตอาหารเองได้

อีกแนวทางที่คล้ายกัน คือการพัฒนาแบคทีเรียในดินให้ผลิตเอนไซม์ไนโตรเจเนส ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนไนโตรเจนในอากาศให้เป็นแอมโมเนีย ซึ่งพืชนำไปใช้เป็นอาหารได้

หากทั้งสองแนวทางนี้สำเร็จ ก็จะลดปริมาณไนโตรเจนที่เกิดขึ้นจากปุ๋ยในภาคการเกษตรได้อย่างมหาศาล

 

วินิจฉัยโรคผ่านลมหายใจ

ที่ผ่านมา เราอาจคุ้นเคยกับการตรวจวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจ

แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มากขึ้น เราสามารถตรวจสุขภาพ หรือวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำผ่านลมหายใจเช่นกัน

ในการวินิจฉัยโรคด้วยลมหายใจ เซนเซอร์ในเครื่องจะวัดค่าความเปลี่ยนแปลงของตัวต้านทานไฟฟ้า ระหว่างที่สารประกอบในลมหายใจ ไหลผ่านสารกึ่งตัวนำ MOS (Metal oxide semiconductor)

จากนั้น อัลกอริทึมจะทำหน้าที่วินิจฉัยโรค โดยอาศัยข้อมูลความเข้มข้นของสารประกอบกว่า 800 ชนิดในลมหายใจของมนุษย์ เช่น ผู้ป่วยเบาหวานจะตรวจพบปริมาณอะซิโตนสูง หรือแอลดีไฮด์ที่พบมากในผู้ป่วยมะเร็งปอด

หนี่งในตัวอย่างที่มีการนำมาใช้งานจริงแล้ว คือเซนเซอร์การตรวจโควิด ซึ่งพัฒนาโดย ฮอสซัม ไฮค์ และทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีอิสราเอล ที่มีการนำมาใช้หาผู้ป่วยในเมืองอู่ฮั่น และมีความแม่นยำถึง 95%

 

ผลิตยาแบบออนดีมานด์

การผลิตยาในปัจจุบัน เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องผลิตเป็นลอตใหญ่ มีขั้นตอนที่ซับซ้อน แต่ละครั้งใช้เวลาหลายเดือน และวัตถุดิบมหาศาล ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์ขาดแคลนตัวยาบางชนิดในบางช่วง

ปัจจุบัน ปัญหานี้อาจได้รับการแก้ไขจากงานวิจัยของ MIT และ หน่วยงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DARPA) ซึ่งพัฒนาเครื่องผลิตยาที่มีขนาดเท่าตู้เย็น และผลิตยาได้ราว 1,000 โดสใน 24 ชั่วโมง

เทคโนโลยีนี้พัฒนาขึ้นโดยอาศัยความก้าวหน้าด้านไมโครฟลูอิดิกส์ (เทคโนโลยีจัดการของเหลวปริมาตรต่ำ) และการผลิตแบบต่อเนื่อง (Continuous Flow Production)

ทำให้ผลิตยาได้ทันทีเมื่อจำเป็นต้องใช้ แทนการผลิตในปริมาณครั้งละมาก ๆ เพื่อเก็บไว้

ด้วยเครื่องที่มีขนาดไม่ใหญ่เกินไป ทำให้สามารถนำไปใช้ในพื้นที่ห่างไกลหรือโรงพยาบาลสนาม รวมถึงปรับขนาดยาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายได้ด้วย

ความท้าทายสำคัญที่ทำให้เทคโนโลยีนี้ยังไม่แพร่หลาย คือต้นทุนต่อเครื่องที่ยังมีราคาสูงอยู่ แต่ในอนาคต เราอาจจะได้เห็นเครื่องผลิตที่มีขนาดเล็ก และราคาจับต้องได้ เพื่อโอกาสในการเข้าถึงที่มากขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา

 

พลังงานจากสัญญาณไร้สาย

ความท้าทายสำคัญของเทคโนโลยี IoT คือเซนเซอร์รับส่งข้อมูลต่าง ๆ ที่แม้จะมีขนาดเล็กและใช้พลังงานต่ำ แต่ตัวแบตเตอรีมีอายุการใช้งานจำกัด และเป็นไปได้ยากที่จะเข้าถึงเพื่อถอดเปลี่ยน เมื่อหมดอายุ

แต่การมาถึงของ 5G จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเรื่องนี้ เพราะความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สูงขึ้น สามารถกระจายพลังงานได้ดีกว่า 4G แต่ไม่อยู่ในระดับที่เป็นอันตรายกับมนุษย์

ปัจจุบัน จึงมีการเพิ่มเสาสัญญาณขนาดเล็กในเซนเซอร์ เพื่อดึงพลังงานจากสัญญาณ 5G และส่งต่อไปยังเซมิคอนดักเตอร์ภายใน เพื่อเปลี่ยนเป็นไฟฟ้ากระแสตรง ให้เป็นพลังงานของเซนเซอร์ต่อไป

ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีสตาร์ทอัพจำนวนหนึ่ง พยายามพัฒนาอุปกรณ์การชาร์จแบบไร้สายด้วยแนวคิดนี้ ซึ่งแปลว่าในอนาคต เราอาจชาร์จสมาร์ทโฟน หรือดีไวซ์ต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสายชาร์จหรือแม้แต่แท่นวางก็ได้

 

พันธุวิศวกรรมเพื่อยืดอายุขัย

องค์การอนามัยโลก ทำนายว่าจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มจาก 12% ในปี 2015 เป็น 22% ภายในปี 2050 เพราะผลจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้น

แต่สิ่งที่ตามมาสำหรับกลุ่มผู้สูงวัย คือความเสี่ยงกับอาการป่วยนานาชนิด ทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ภาวะสมองเสื่อม และโรคหัวใจ

ที่ผ่านมา ได้มีการทำวิจัยเพื่อทำความเข้าใจกลไกความเสื่อมถอย ถึงในระดับโมเลกุล ที่ไม่เพียงจะยืดอายุของเราออกไป แต่ยังสุขภาพดีควบคู่กันด้วย

เคล็ดลับอยู่ที่ เทคโนโลยี โอมิกส์ (OMICs) คือการศึกษาสิ่งมีชีวิตแบบองก์รวม ตั้งแต่ระดับยีน โปรตีน และเมทาโบไลท์ เพื่อให้เห็นภาพทั้งระบบ ร่วมกับข้อมูลเชิงลึกจากอีพิเจเนติกส์ (พันธุศาสตร์กระบวนการเหนือพันธุกรรม)

และนำมาระบุตัวบ่งชี้ทางชีววิทยา เพื่อหาต้นตอของโรค และยับยั้งหรือป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ด้วยแนวทางต่าง ๆ กันไป

ปัจจุบัน มีสตาร์ทอัพและบริษัทยาต่าง ๆ กว่า 100 แห่งที่พยายามวิเคราะห์การทำพันธุวิศวกรรม เพื่อยืดอายุออกไป หนึ่งในนั้นคือ Altos Labs ซึ่งรวบรวมนักวิจัยชั้นนำของโลกในสาขาต่าง ๆ และได้รับทุนสนับสนุนจาก เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon

(อ่านเพิ่มเติม https://bit.ly/3yVz5tL)

กรีนแอมโมเนีย

แอมโมเนีย คือสารประกอบสำคัญที่ใช้การผลิตปุ๋ย ที่นำไปสู่ผลผลิตทางการเกษตรกว่าครึ่งหนึ่งบนโลกนี้

ปัญหาคือการสังเคราะห์แอมโมเนียจากไนโตรเจนเพื่อผลิตปุ๋ยในระดับอุตสาหกรรม ด้วยกระบวนการ ฮาเบอร์-บ็อช (Haber-Bosch) นั้น จำเป็นต้องใช้ไฮโดรเจน

แม้ไฮโดรเจนจะได้ชื่อว่าเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งไม่ก่อมลพิษหลังใช้งาน

แต่กระบวนการสังเคราะห์ไฮโดรเจนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะใช้วิธีการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (Electrolysis) หรือเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลไฮโดรคาร์บอนด้วยไอน้ำ ล้วนแต่เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาล

ทางออกคือการหาวิธีอื่น ๆ ในการสังเคราะห์ไฮโดรเจนโดยไม่ใช้พลังงานฟอสซิล เพื่อไม่ก่อมลภาวะ ทั้งก๊าซเรือนกระจกหรือสารปนเปื้อนต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า กรีนไฮโดรเจน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้ รวมถึงผลิตแอมโมเนียที่ไม่ส่งผลต่อมลภาวะด้วย

ปัจจุบัน Fertiberia ผู้ผลิตปุ๋ยจากสเปนกำลังร่วมมือกับบริษัทพลังงาน Iberdrola เพื่อสังเคราะห์กรีนไฮโดรเจนโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งคาดว่าโรงงานนี้จะแล้วเสร็จภายในปี 2027 และช่วยลดการปล่อย Co2 สู่ชั้นบรรยากาศได้มากกว่า 4 แสนตันต่อปี หรือเท่ากับรถยนนต์ 60,000 คัน

ความท้าทายของเทคโนโลยีนี้ คือค่าใช้จ่ายที่สูง เพราะต้องใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก แต่สังเคราะห์ไฮโดรเจนได้น้อยกว่ากระบวนการดั้งเดิม และยังยากต่อการจัดเก็บ เมื่อเทียบกับก๊าซธรรมชาติ

แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำและพัฒนาต่อ เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดจากกระบวนการเหล่านี้

 

อุปกรณ์บ่งชี้ทางชีวภาพแบบไร้สาย

อุปกรณ์บ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) คือเครื่องมือสำหรับติดตามความคืบหน้าในการรักษาอาการป่วยเรื้อรังต่าง ๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน ฯลฯ ซึ่งต้องมีการเจาะเลือดผู้ป่วยเป็นระยะ ซึ่งไม่สะดวกในหลายสถานการณ์

ที่ผ่านมา ก็มีความพยายามใช้แนวทางอื่น ๆ มาช่วยในการตรวจ เพื่อเพิ่มความสะดวก เช่น วัดด้วยน้ำลาย เหงื่อ หรือปัสสาวะ

และเมื่อเทคโนโลยีด้านการสื่อสารแบบไร้สาย และการตรวจวัดสารเคมีด้วยเซนเซอร์ ทั้งแบบออปติคัล และอิเลคทรอนิคส์ ก้าวหน้าขึ้น ก็ยิ่งให้มีทางเลือกใหม่ ๆ ที่ต่างไปจากเดิม

ด้วยวิธีนี้ นอกจากผู้ป่วยจะไม่ต้องเจ็บตัวจากการถูกเจาะเลือดแล้ว การวัดค่าต่าง ๆ ยังให้ผลรวดเร็ว สามารถใช้ดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลได้ โดยไม่ต้องเดินทางมาพบแพทย์บ่อย ๆ

ปัจจุบัน มีผู้พัฒนาไบโอมาร์กเกอร์แบบไร้สายแล้วกว่า 100 ราย โดยเน้นเจาะกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานเป็นหลัก เพราะคาดว่าจะมีผู้ป่วยในกลุ่มนี้สูงถึง 578 ล้านคนทั่วโลก ภายในปี 2030

 

บ้านจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติด้วยวัสดุหาง่าย

ในประเทศพัฒนาแล้ว บ้านจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติไม่เป็นที่นิยมมากนัก

แต่ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการคมนาคมขนส่ง เทคโนโลยีนี้กำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ

หนึ่งในผู้นำเทคโนโลยีนี้ คือ WASP บริษัทเครื่องพิมพ์ 3 มิติจากอิตาลี ที่ประยุกต์ใช้ในการสร้างบ้านจากวัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่ ตั้งแต่ ดินเหนียว ทราย ฯลฯ แทนคอนกรีต หรือเม็ดพลาสติก

วิธีนี้ไม่ใช่แค่สร้างได้เร็ว และแข็งแรงกว่าบ้านที่สร้างด้วยวิธีดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังช่วยลดค่าขนส่งวัสดุต่าง ๆ ในการสร้างอาคารได้มากถึง 95%

แนวทางหลัก ๆ ของการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ เช่นสร้างบ้านในพื้นที่ห่างไกล จากบริเวณที่มีถนนตัดผ่าน

และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับประเทศยากจนที่ประชากรส่วนใหญ่ขาดโอกาสในการมีที่อยู่อาศัยด้วย

 

IoT จากชั้นบรรยากาศ

ปัจจุบัน ประเมินกันว่ามีอุปกรณ์ในเครือข่าย IoT ทั่วโลก ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านชิ้น และจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นทวีคุณในอีก 10 ปีจากนี้

เซนเซอร์ในอุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ สามารถบันทึกและรายงานข้อมูลสำคัญ ทั้ง สภาพอากาศ คุณภาพดิน ระดับความชื้น และชุดข้อมูลอื่น ๆ อีกหลายรูปแบบ และต่อยอดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย ผ่านการวิเคราะห์หารูปแบบโดย AI

และจะมีประโยชน์มากในการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ผ่านการศึกษาแพทเทิร์นสภาพอากาศ หรือแนวโน้มภัยพิบัติ

ปัญหาคือเครือข่ายเซลลูลาร์ที่เชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ ยังขยายไปได้ไม่ทั่วทุกมุมโลก

แต่ปัจจุบัน มีหลายบริษัทที่ริเริ่มโครงการส่งดาวเทียมขนาดเล็กสู่วงโคจรต่ำของโลก เพื่อกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปยังพื้นที่ห่างไกลต่าง ๆ เช่น Starlink ของ SpaceX

นอกจากจะช่วยกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ทั่วถึงในแง่ของการสื่อสารแล้ว

การติดตั้งเซนเซอร์ IoT ในดาวเทียมขนาดเล็กเหล่านั้น จะช่วยขยายการเก็บข้อมูลให้กว้างขึ้น ช่วยให้เข้าใจความเป็นไป และสภาวะแวดล้อมของโลกได้ดีกว่าเดิม

ดาวเทียมในวงโคจรต่ำเหล่านี้ ยังประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย เช่นการเป็นคลาวด์แพลตฟอร์มบนอวกาศ ซึ่งเป็นโครงการที่ SpaceX ทำงานร่วมกับ Microsoft

หรือใช้ในการติดตามดูแลสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์อย่าง แรด ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการของ Myriota ผู้ให้บริการ IoT และอินเทอร์เน็ตดาวเทียมจากออสเตรเลีย

เรียบเรียงจาก
Top 10 Emerging Technologies of 2021

Myriota

Coradia iLint™ – the world’s 1st hydrogen powered train

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
0
Shares
Previous Article
Buzzebees

Buzzebees เปิดตัวสองพันธมิตรกลุ่มลักซ์ชัวรี เฟอร์รารี และ เกษรวิลเลจ

Next Article
NFT

วงการ NFT รวยกระจุก ผลสำรวจพบคนในได้เปรียบ ซื้อได้ถูก ทำกำไรตอนรีเซล

Related Posts