ถอดบทเรียนเมืองอัจฉริยะ จาก Expo 2020 Dubai สู่ District 2020

หลายคนอาจจินตนาการว่าเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ จะเหมือนกับในภาพยนตร์ไซ-ไฟที่มียานพาหนะลอยฟ้ารับส่งผู้คน หรือมีหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่หมอประจำบ้าน

เราพูดถึงเมืองที่มีความเป็น ‘อัจฉริยะ’ มานาน แต่นิยามของความเป็นอัจฉริยะที่ว่าในปัจจุบันเป็นอย่างไร เรามีการพัฒนาที่ใกล้เคียงกับวิสัยทัศน์ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด

เราจะมาสำรวจกันว่าพัฒนาการของ ‘สมาร์ทซิตี้’ ในปี 2565 ก้าวล้ำไปถึงไหนแล้ว

แม้ภาพล่าสุดของสมาร์ทซิตี้ จะยังคงห่างจากที่ปรากฏในภาพยนตร์ แต่ด้วยเทคโนโลยี อย่าง AI, 5G, คลาวด์, บิ๊กดาต้า และ IoT ที่ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องทำให้สมาร์ทซิตี้พัฒนาไปตามความคาดหวังของผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ

งาน Expo 2020 Dubai* น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด สำหรับเมืองที่มีการเชื่อมต่ออย่างทั่วถึง และได้รับการออกแบบเพื่อรองรับวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน (*ถูกจัดขึ้นระหว่าง 1 ตุลาคม 2564 – 31 มีนาคม 2565)

ด้วยอาคารกว่า 130 หลังเชื่อมต่อถึงกันในพื้นที่ที่ใหญ่เป็นสองเท่าของโมนาโก งาน Expo 2020 Dubai ใช้เทคโนโลยีรองรับการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติที่ปลอดภัย ยั่งยืน และบริหารจัดการด้วยระบบดิจิทัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 170 ปี ของนิทรรศการระดับโลกนี้

 

Expo 2020 Dubai มีความเป็นอัจฉริยะมากแค่ไหน

หัวข้อหลักของ Expo 2020 คือ “การเชื่อมโยงความคิดและการสร้างสรรค์อนาคต”  งานนี้อาศัยการขับเคลื่อนด้วย AI และมีแพลตฟอร์มที่แยกต่างหากสำหรับการจัดการพลังงาน

นอกจากนี้ อาคารอัจฉริยะและระบบรักษาความปลอดภัยถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้จัดการอาคารสามารถควบคุมฟังก์ชั่นต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชั่น เช่น การทำความเย็น คุณภาพของอากาศ การผ่านเข้า-ออกอาคาร และสัญญาณเตือนอัคคีภัย

Expo 2020 เก็บรวบรวมข้อมูลพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทั้งงานกว่า 210,000 จุด รวมไปถึงประตูเข้า-ออก 5,500 จุด และกล้องกว่า 15,000 ตัว

เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้แก่ผู้เข้าชมงาน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันอย่างราบรื่นและไร้รอยต่อ  ยังประหยัดพลังงาน สามารถปรับสมดุลในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดโดยนำเอาพลังงานหมุนเวียนมาใช้ และใช้พลังงานที่กักเก็บในแบตเตอรี่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดรวมถึงการชาร์จไฟให้กับยานยนต์ไฟฟ้า

ความอัจฉริยะของ Expo 2020 ทำงานบนระบบปฏิบัติการ MindSphere ซึ่งตั้งอยู่บนคลาวด์ของ Siemens

ข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นลิฟต์โดยสาร เครื่องปรับอากาศ โคมไฟและฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ถูกเชื่อมโยงกัน และกลั่นกรองเป็นข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้ปรับออกแบบ และรวมไว้ใน MindSphere ตั้งแต่ระดับรากฐาน

งาน Expo 2020 ตอกย้ำศักยภาพของสมาร์ทซิตี้อย่างรอบด้าน ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อมิติต่างๆ ของเมือง

เช่น การบริหารจัดการ การคมนาคมขนส่ง บริการสาธารณสุข และการดูแลความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลง จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกรวมมูลค่า 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนถึงปี พ.ศ. 2569

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จะเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าจาก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปี พ.ศ. 2564 เพิ่มเป็น 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี พ.ศ. 2573

โดยจะเป็นการลงทุนทั้งในส่วนของภาคเอกชน เช่น การสร้างอาคารอัจฉริยะ และระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก (Microgrid) รวมถึงภาครัฐ และทุกคนจะได้รับประโยชน์ เพราะเทคโนโลยีจะช่วยให้เมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วมีความยืดหยุ่นและปลอดภัยมากขึ้น

 

ต่อยอดจาก Expo 2020 Dubai สู่เมืองที่แท้จริง

หลังงาน Expo 2020 สิ้นสุดลงเมื่อปลายเดือนมีนาคม พื้นที่บริเวณนี้จะถูกต่อยอดให้เป็นเมืองแห่งอนาคต ในชื่อ “District 2020” ภายใต้โครงการของรัฐบาลดูไบ

การปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งาน และการพัฒนาพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่มีการก่อสร้างแล้วกว่า 80% ให้เป็นชุมชนเมืองเพื่อรองรับผู้อยู่อาศัย

องค์กรและนักท่องเที่ยวใน District 2020 จะเก็บรักษาสินทรัพย์และสิ่งก่อสร้างในพื้นที่จัดงาน Expo 2020 ซึ่งพัฒนาตามมาตรฐานอาคารสีเขียวทั้ง LEED และ CEEQUAL พร้อมต่อยอดไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์และรองรับการใช้งานที่หลากหลายและยั่งยืน

มีทั้งพื้นที่สำนักงาน พื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกัน ชุมชนที่อยู่อาศัย พื้นที่สีเขียว สถานที่ท่องเที่ยวทางสังคมและวัฒนธรรม เช่น ศูนย์วิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน ศูนย์นิทรรศการ Dubai Exhibition Center และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อธุรกิจและการพักผ่อน

คาดว่า District 2020 จะสามารถรองรับได้ประชากรสูงสุดถึง 145,000 คน

ซีเมนส์ จะมีบทบาทสำคัญในการแปลงโฉมพื้นที่จัดงาน Expo 2020 ให้เป็น District 2020 รวมถึงเป็นผู้เช่าพื้นที่รายใหญ่ โดยบริษัทฯ มีแผนจะย้ายสำนักงานใหญ่ในส่วนของธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ ทางบก และทางเรือ จากมิวนิค ในเยอรมนี มาที่ District 2020

และคาดว่าพนักงานของซีเมนส์ประมาณ 1,000 คนจะทำงานอยู่ในอาคารสองหลังที่ใช้เทคโนโลยีการจัดการอาคารที่ติดตั้งสำหรับงาน Expo 2020

เช่น เซ็นเซอร์อัจฉริยะ และแพลตฟอร์ม IoT ที่รองรับ ‘ระบบตรวจจับ’ ทั่วทุกจุดภายในอาคาร เพื่อจัดหาข้อมูลแบบเรียลไทม์และข้อมูลวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานะใช้งานของอาคาร รวมไปถึงการให้บริการค้นหาตำแหน่งที่ตั้งสำหรับบุคคลและอุปกรณ์ต่าง ๆ

 

ถอดบทเรียน Expo 2020 Dubai กับการพัฒนา Smart City ของประเทศไทย

การแพร่ระบาดในช่วงสองปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความท้าทายมากมายสำหรับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก

ทั้งยังทำให้รูปแบบการใช้ชีวิต การทำงาน และการพบปะสังสรรค์ของผู้คนเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

ภาวะโลกร้อนยังเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนสำหรับเมืองต่าง ๆ ตามข้อมูลว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 60% มาจากพื้นที่เมือง

ความท้าทายที่สำคัญสองประการนี้ เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้บริหารในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต้องเร่งทบทวนอนาคตของเมืองที่ตนดูแล ซึ่งไทยก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน

เนื่องจากธุรกิจท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างชาติ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย โครงสร้างพื้นฐานของเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประชาชน เช่น ระบบขนส่งสาธารณะ ไฟฟ้า ประปา และเครือข่ายการสื่อสาร จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน

แนวทางการสร้างสมาร์ทซิตี้จากงาน Expo 2020 ซึ่งประเทศไทยสามารถเรียนรู้และนำมาปรับใช้:

  • เมืองจะเป็นเมืองก็ต่อเมื่อมีคนอาศัยอยู่ ดังนั้นการออกแบบสมาร์ทซิตี้ที่ประสบความสำเร็จจะต้องมุ่งเน้นที่คนเป็นหลัก (Human-Centered)
  • เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญอย่างมาก แต่ในระดับที่แตกต่างกันสำหรับเทคโนโลยีแต่ละอย่างและเมืองแต่ละแห่ง ดังนั้นจึงไม่มีโซลูชันแบบครอบจักรวาลที่ใช้ได้กับทุกเมือง  การผสมผสานเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม การติดตั้งใช้งานที่ยืดหยุ่น สามารถปรับแต่งให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่ จะช่วยให้เมืองมีความเป็นอัจฉริยะและรองรับการใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เมืองจะต้องมีการพัฒนาตามไลฟ์สไตล์ของผู้คน รวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จึงต้องมีการใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากส่วนต่างๆ ของเมือง ซึ่งทเป็นเสมือนห้องแล็บมีชีวิต เพื่อนำมาปรับปรุงเมืองให้มีความฉลาดอยู่เสมอ สิ่งสำคัญคือต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างฯ ต้องยืดหยุ่นและปรับขนาดเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสมได้
  • การพัฒนาที่ยั่งยืน ถือเป็นภารกิจสำคัญสำหรับเมืองต่าง ๆ เพราะในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน เราจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพื้นที่เมือง การปรับใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น AI, IoT, Blockchain, Big Data ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ขณะที่เมืองต่าง ๆ เปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง เมื่อการเดินทางระหว่างประเทศและกิจกรรมต่าง ๆ เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการ เพราะโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เริ่มเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่สุดสำหรับการพิจารณา

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวพักผ่อน การเดินทางเพื่อทำธุรกิจ หรือจุดหมายปลายทางสำหรับการลงทุน

เราสามารถเร่งการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ได้ ด้วยการเรียนรู้จากแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม สร้างโซลูชั่นที่เหมาะกับวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของเรา โดยจุดมุ่งหมายคือการสร้างเมืองแห่งอนาคตที่สะดวกสบาย ปลอดภัย ปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่น และมีความยั่งยืนสำหรับทั้งคนไทยและผู้มาเยือน

 

บทความโดย คุณสุวรรณี สิงห์ฤาเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีเมนส์ ประเทศไทย

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
0
Shares
Previous Article
เอ็กซ์สปริง

กรุงศรี จับมือ เอ็กซ์สปริง ให้บริการโทเคนดิจิทัลครบวงจร

Next Article
BIT EASE

บิทคอยน์ คือคำตอบสุดท้าย : คุยกับ ดร.สารสิน บุพพานนท์​ แห่ง BIT EASE

Related Posts