Blitzscaling

รุกให้ไว โตให้เร็ว แบบ Blitzscaling กลยุทธ์โตแบบสายฟ้าแลบ

ถ้าถามว่าอะไรคือจุดร่วมกันของ Facebook, Airbnb, Spotify หรือแม้แต่ยูนิคอร์นสตาร์ทอัพในบ้านเรา อย่าง Bitkub หรือ Flash Express

หลายคนอาจมองไปที่เรื่องเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม

แต่อีกองค์ประกอบที่สำคัญพอ กัน คือการสเกลอัพ หรือขยายธุรกิจให้โต

เรื่องนี้ แม้แต่ซีอีโอระดับตำนาน แอนดี้ โกรฟ แห่ง Intel ยังย้ำว่าการทำให้คนหมู่มากเข้าถึงเทคโนโลยีนั้นได้ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้นวัตกรรมนั้นได้ไปต่อ

ยิ่งในยุคที่มีเทคโนโลยีหรือไอเดียใหม่ เกิดขึ้นซ้ำกันตลอดเวลา ใครก็ตามที่สามารถยึดหัวหาด ทั้งฐานผู้ใช้งาน แหล่งข้อมูล และทรัพยากรได้ก่อน ก็มีโอกาสเป็นผู้ชนะในตลาดสูง

ความเร็วจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญของการสเกลอัพในปัจจุบัน ที่ผู้บริหารควรให้ความสำคัญก่อนประสิทธิภาพตามแนวคิดธุรกิจดั้งเดิม ซึ่งบางครั้ง ก็อาจต้องตัดสินใจให้ไว ลงมือทำให้เร็ว เพื่อบรรลุเป้าหมายก่อนคู่แข่ง

แม้อาจต้องเสี่ยงบ้างก็ตาม

เหมือนต้นกำเนิดของ WeChat ซูเปอร์แอปของจีน ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนส่งให้ Tencent ก้าวกระโดดจากยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน ไปสู่ความเป็นผู้นำระดับโลกในเวลาเพียงไม่กี่ปี

 

เมื่อ โพนี หม่า แห่ง Tencent เลือก “ความเร็ว” ก่อน “ประสิทธิภาพ”

ก่อนที่ WeChat จะเติบโตขึ้นมาเป็นบริการรับส่งข้อความที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก และแม่แบบของซูเปอร์แอปในปัจจุบัน

หลายคนอาจไม่รู้ ว่ามันไม่ได้เกิดจากการวางแผนอย่างเป็นระบบ

ตรงกันข้าม โปรเจกต์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อ โพนี หม่า ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Tencent สั่งให้ อัลเลน จาง หัวหน้าทีม R&D ของบริษัทฯ เดินหน้าโปรเจกต์นี้ตอนกลางดึกของคืนหนึ่ง โดยไม่ปรึกษาใคร

ย้อนไปในปี 2010 ผลิตภัณฑ์หลักของ Tencent คือ QQ โปรแกรมแชทบนเดสก์ท็อป ซึ่งมียอดผู้ใช้งานต่อเดือน สูงถึง 650 ล้านคน

แต่ก็เป็นเทคโนโลยีจากปลายยุคที่เริ่มถดถอยแล้ว เห็นได้จากความนิยมใน AOL โปรแกรมแมสเซนเจอร์ทางฝั่งอเมริกาที่เริ่มมีผู้ใช้งานน้อยลง

กระทั่งคืนหนึ่ง จาง หัวหน้าทีม R&D ของ Tencent ติดต่อหา หม่า เพื่อเล่าให้ฟังถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Kik แอปแชทจากแคนาดา ซี่งได้รับความนิยมอย่างสูงจากวัยรุ่น ในยุคที่สมาร์ทโฟนเริ่มแพร่หลาย

พร้อมเสนอว่า Tencent ก็ควรจะเร่งพัฒนาแอปแชทแบบเดียวกันโดยเร็วที่สุด

แต่ “โอกาส” ที่อยู่ตรงหน้า ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงครั้งใหญ่

เพราะโปรเจกต์ใหม่นี้ จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดของ QQ ที่เป็นเส้นเลือดหลักของบริษัทฯมาตลอด

และยังอาจกระทบกับพาร์ทเนอร์รายใหญ่ อย่าง China Mobile ที่จะแบ่งรายได้ให้กับTencent ทุกครั้ง ที่มีการส่งข้อความจาก QQ ไปยัง SMS บนโทรศัพท์มือถือ

ถ้าเป็นผู้บริหารทั่วไป การตัดสินใจเรื่องสำคัญแบบนี้ อาจต้องผ่านการประชุมหลายต่อหลายครั้ง

แต่ หม่า นั้นคิดต่างไป เขาอนุญาตให้ จาง เดินหน้าโครงการนี้ทันทีในคืนนั้น

จาง ตอบรับ และรีบระดมทีมขนาดเล็กแค่สิบคน จนพัฒนา Weixin หรือ WeChat เวอร์ชั่นแรกที่มีดีไซน์เรียบง่าย ให้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในสองเดือนถัดมา

จากนั้นอีกแค่ 16 เดือน การตัดสินใจของ หม่า ก็เห็นผล

WeChat มียอดผู้ใช้งานแตะหลักล้านคนเป็นครั้งแรก และเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ Tencent ในปัจจุบัน

การตัดสินใจของ หม่า รวมถึงดีไซน์เรียบง่ายของ WeChat ยุคแรก คืออีกตัวอย่างของการให้ความสำคัญกับความเร็วเหนือประสิทธิภาพ

แม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ “ความเร็ว” ที่ หม่า เลือกก่อน “ประสิทธิภาพ” ก็สามารถชิงส่วนแบ่งตลาด ในยุคเปลี่ยนผ่านจากเดสก์ท็อปสู่สมาร์ทโฟน

จากนั้น ทีมพัฒนาจึงค่อยหันมาปรับปรุงแอปให้ดีขึ้น จากฟีดแบ็กของผู้บริโภค และแหล่งข้อมูลอื่น

ในยุคนั้น หม่า ไม่ได้คิดหรือตั้งชื่อกลยุทธ์นี้ แต่การคิดเร็ว ลงมือเร็ว เพื่อชิงพื้นที่ในตลาดก่อนนั้น สอดคล้องกับแนวทางที่สตาร์ทอัพระดับโลกรายอื่น ๆ ทำเช่นกัน

ซึ่งแนวคิดนี้ ถูกสังเกตและรวบรวมไว้โดย รีด ฮอฟมันน์ ผู้ก่อตั้ง LinkedIn และนำไปสอนในคลาสพิเศษของ ม.สแตนฟอร์ด จนเป็นที่มาของหนังสือชื่อ Blitzscaling: The Lightning-Fast Path to Building Massively Valuable Companies

ซึ่งทีมงาน AHEAD ASIA จะสรุปเนื้อหา รวมถึงยกกรณีศึกษาอื่น ๆ ของการสเกลอัพ ที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังกันต่อเนื่องเป็นซีรีย์เฉพาะกิจกันด้วยครับ

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
0
Shares
Previous Article
YES Token

YES Token จับมือ Bitkub และ BUZZEBEES ปูทางผู้ใช้ลงทุนในตลาดคริปโตฯ

Next Article
เคลมดิ

เคลมดิ ชี้ตลาดประกันเริ่มฟื้น เน้นลูกค้าเป็นหลัก ใช้นวัตกรรมวิเคราะห์พฤติกรรม

Related Posts