เมอร์เซอร์

เมอร์เซอร์ คาดนายจ้างปรับค่าตอบแทนเพิ่ม 4.5% รับเงินเฟ้อ

เมอร์เซอร์ เผยผลสำรวจนายจ้างในไทย พร้อมปรับค่าตอบแทนในปี 2566 เพิ่ม 4.5% ให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อซึ่งเป็นผลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวหลังวิกฤตโรคระบาด 

การสำรวจ Total Remuneration Survey (TRS) ประจำปี 2565 จัดทำขึ้นระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน 2565 โดยมีองค์กร 636 แห่งใน 15 อุตสาหกรรมในประเทศไทยเข้าร่วม

พบว่าการปรับค่าตอบแทนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากแนวโน้มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ที่คาดว่าจะปรับขึ้น 3.8% ในปี 2566 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

อัตราค่ากลางของค่าตอบแทนที่ปรับสูงขึ้นในภูมิภาค สะท้อนถึงการเติบโตของค่าตอบแทนในตลาดแรงงานของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศที่พัฒนาแล้ว

แนวโน้มการปรับขึ้นค่าตอบแทนของไทยที่ 4.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกเล็กน้อย (ไม่รวมอินเดีย วันที่ 3 พฤศจิกายน 2565) ที่มีอัตราการปรับขึ้นเฉลี่ย 4.4%

ขณะที่เวียดนาม มีอัตราค่าตอบแทนปรับตัวสูงถึง 7.1% ขณะที่ญี่ปุ่นปรับขึ้นเพียง 2.2% ซึ่งต่ำที่สุดในภูมิภาค

เมลลา ดาราแคน หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ ของบริษัทเมอร์เซอร์ ประจําประเทศไทย กล่าวว่าแม้จะมีความคาดหวังต่อแนวโน้มของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่นายจ้างส่วนใหญ่ยังระมัดระวังในการวางแผนรับมือผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อในภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว

แนวโน้มในการปรับเพิ่มอัตราค่าตอบแทนในปีหน้า อาจจะยังใกล้เคียงกับปีนี้ อย่างไรก็ตาม เมอร์เซอร์แนะนำให้ภาคธุรกิจพิจารณาและทบทวนกลยุทธ์การบริหารค่าตอบแทนของพนักงานในองค์กร เนื่องจากธุรกิจอาจพบกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดแรงงาน รวมถึงความท้าทายในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีทักษะไว้

 

อัตราการเพิ่มของค่าตอบแทนในทุกอุตสาหกรรมไม่ลดลง

การสำรวจพบว่าไม่มีอุตสาหกรรมใดที่ปรับลดอัตราการขึ้นเงินเดือน

กลุ่มที่มีอัตราขึ้นเงินเดือนสูงสุด คือ อุตสาหกรรมเคมี (4.9%) อุตสาหกรรมเทคโนโลยี (4.8%) และอุตสาหกรรมยาและเครื่องมือแพทย์ (4.8%)

ถือว่าใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโรคระบาดที่ 5%

ยกเว้นอุตสาหกรรมยานยนต์ (4.5%) และอุตสาหกรรมประกันชีวิต (4.0%) ซึ่งแม้อุปสงค์จะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่กลับไปที่ระดับเดิม

 ในแง่ของค่าตอบแทนผันแปร คาดการณ์การจ่ายโบนัสที่ 1.3 ถึง 2.5 เดือน โดยการจ่ายโบนัสสูงสุดอยู่ที่ 2.4 เดือนจากอุตสาหกรรมยาและเครื่องมือแพทย์

 

นายจ้างส่วนใหญ่ไม่มีแผนปรับเปลี่ยนอัตรากำลังพนักงาน

ส่วนการปรับเปลี่ยนกรอบอัตรากำลังพนักงาน 2566 นายจ้างในไทยกว่าครึ่ง (53%) ตอบว่าไม่มีนโยบายปรับเปลี่ยน

และ 1 ใน 5 หรือราว 22% กล่าวว่าจะเพิ่มจำนวนพนักงาน มีเพียง 4% ของนายจ้างระบุว่าจะลดจำนวนพนักงานลง 

อัตราการลาออกของพนักงานในปี 2565 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับก่อนหน้าวิกฤต คือกว่า 11.9% เมื่อเทียบกับ 9.4% ในปีที่ผ่านมา โดยอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรมยาและเครื่องมือแพทย์ คือกลุ่มที่มีอัตราการลาออกของพนักงานสูงสุด

จักรชัย บุญยะวัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมอร์เซอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่าในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว เราเห็นแนวโน้มการโยกย้ายงานที่เพิ่มขึ้น เพราะธุรกิจต่าง กลับมาจ้างงานและเพิ่มจำนวนบุคลากรเพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาด

ธุรกิจไทยอยู่ในช่วงที่มีการแข่งขันสูง มีการแย่งชิงบุคลากรที่มีทักษะความสามารถ มีการเสนอรายได้และสิทธิประโยชน์ต่าง ที่เพิ่มขึ้นเพื่อดึงดูดบุคลากร ประกอบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พนักงานประสบกับภาวะเหนื่อยล้าจากการทำงานและต้องการความเปลี่ยนแปลง

แต่การแข่งขันกันด้วยค่าจ้างอาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่ยั่งยืน นายจ้างควรพิจารณาการนําเสนอผลประโยชน์ในด้านอื่น เช่น ความโปร่งใสของค่าจ้าง เส้นทางสู่ความก้าวหน้าในองค์กรที่ชัดเจน จนถึงแนวทางการทำงานรูปแบบใหม่ที่ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ผ่านสวัสดิการด้านสุขภาพในรูปแบบต่าง และระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
0
Shares
Previous Article
กฎหมายสตาร์ทอัพ

คาดรัฐบาลสเปนผ่าน กฎหมายสตาร์ทอัพต้นปี 2023 หวังดึงแรงงานดิจิทัล

Next Article
NerveGear

NerveGear เฮดเซต VR ที่ผู้ใช้ “ตายจริง” เมื่อตายในเกม

Related Posts