จีน

มองเส้นทางสู่ฮับรถยนต์โลกของจีน หลังแซงเยอรมนีขึ้นแท่นผู้ผลิตอันดับ 2

กลางเดือนที่ผ่านมา มีรายงานน่าสนใจจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน (China Association of Automobile Manufacturers : CAAM) ว่าในปี 2022 สามารถแซงหน้าเยอรมนี ขึ้นเป็นผู้ส่งออกรถยนต์อันดับสองของโลกได้แล้ว ที่จำนวน 3.11 ล้านคัน เป็นรองญี่ปุ่นเพียงชาติเดียว

และมีแนวโน้มจะขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ในอนาคตอันใกล้ เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนผ่านสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มตัว

มาดูกันถึงความเป็นไปได้นี้ ผ่านบทวิเคราะห์ของสื่อชั้นนำอย่าง Bloomberg, South China Morning Post และ Japan Times ที่รวบรวมและสรุปโดยทีมงาน AHEAD ASIA

 

ความมุ่งมั่นควบคู่กลยุทธ์

จากเดิมในทศวรรษที่ 1980 ที่รถยนต์จากจีนขายได้เพียงหลักพันคัน ทุกวันนี้ จีนแซงหน้าทั้ง สหรัฐฯ เกาหลีใต้ รวมถึงเยอรมนีเรียบร้อย

ที่สำคัญคือไม่ใช่เพียงแค่การครองตลาดประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย (29.9%) เท่านั้น เพราะ ยุโรป (27.7%) ก็มีสัดส่วนมากเป็นอันดับสองของจำนวนรถยนต์ที่ผลิตและส่งออกจากจีน

ความสำเร็จในการบุกเบิกตลาดยุโรป เป็นเป้าหมายที่ผู้ผลิตจากจีนตั้งใจมาแต่แรก และวางแผนเป็นระบบตั้งแต่ต้นยุค 2000 แล้ว

แต่ระหว่างนั้น ก็เต็มไปด้วยปัญหา โดยเฉพาะการไม่ผ่านทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยติด กันในปี 2007

จนแม้แต่ โยเคน ซีเบิร์ท จาก JSC Automotive บริษัทที่ปรึกษาด้านรถยนต์ของสิงคโปร์ ยังกลัวว่าความพยายามของผู้ผลิตจะสูญเปล่า

เพราะที่ผ่านมา ผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมรถยนต์ พยายามรักษาเทคโนโลยีต่าง เป็นความลับ

ทางแก้ของผู้ผลิตจากจีน คือเข้าเทกโอเวอร์บริษัทเหล่านั้น อาทิ Volvo (Geely ซื้อจาก Ford) MG (SAIC ซื้อจากNanjing Automobile) หรือร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีเหล่านั้น

จนปัจจุบันผู้ผลิตในจีนสามารถผลิตชิ้นส่วนได้เกือบทั้งหมด เมื่อเทียบกับสิบปีก่อนที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญบางอย่าง และกลายเป็นฝ่ายส่งออกชิ้นส่วนเองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

และด้วยความที่เป็นโรงงานของโลกอยู่แล้ว เมื่อระบบอัตโนมัติในภาคการผลิตได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น

ทุกวันนี้ รถยนต์จากจีนเป็นฝ่ายทำคะแนนติดท็อปมาตรฐานความปลอดภัยของยุโรปไปแทน และมาตรการเข้มงวดในการควบคุมมลพิษ ของรัฐบาลปักกิ่ง ก็ช่วยให้ผู้ผลิตทั้งหลายผ่านเกณฑ์ด้านนี้ในยุโรปได้ไม่ยาก

 

ชนะด้วยราคาที่จับต้องได้

เมื่อคุณภาพเข้าเกณฑ์มาตรฐาน อีกปัจจัยที่ทำให้รถยนต์จากจีนได้เปรียบคู่แข่งในท้องตลาดคือราคาที่จับต้องได้

ข้อมูลจาก Eurostat ระบุว่ายอดส่งออกรถยนต์จากจีนไปยังประเทศในสหภาพยุโรป เมื่อปี 2021 เพิ่มขึ้นถึง 156% เป็น435,000 คัน

ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นรถ EV ราคาประหยัด เฉลี่ยที่ 13,700 ดอลลาร์ (ประมาณ 450,000 บาท) หรือราว 1 ใน 3 ของรถแบบเดียวกันจากเยอรมนี

ที่สำคัญกว่า คือถูกกว่ารถในเซกเมนต์เดียวกันจากญี่ปุ่น 30% (อ้างอิงจาก UN Comtrade) จึงไม่แปลกที่จะได้รับความนิยมมากกว่ารถจากจีนหรือเกาหลีใต้

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ EV จากจีน มีราคาถูกกว่าที่อื่น คือแรงสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากมาตรการควบคุมมลพิษ

การสนับสนุนให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคมุ่งหน้าสู่ EV เต็มตัว ด้วยแรงจูงใจต่าง ทำให้จีนกลายเป็นฮับของเทคโนโลยีประเภทนี้โดยปริยาย

ผู้ผลิตจากจีนยังค้นพบว่าการพัฒนา EV ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ นั้นเรียบง่ายกว่า เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ค่อนข้างซับซ้อน

ยิ่งเมื่อทางการจีนอนุมัติให้ Tesla ตั้งโรงงานในจีนได้ ก็เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญในการเรียนรู้แนวทางใหม่ จากพาร์ทเนอร์ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม

ฉพาะในปี 2022 โรงงานที่เซี่ยงไฮ้ ผลิต Tesla ได้มากถึง 711,000 คัน คิดเป็น 52% ที่ผลิตได้จากโรงงาน Tesla ทั่วโลก

ที่น่าจับตายิ่งกว่าคือ BYD ผู้ผลิต EV อันดับหนึ่งของจีนในปัจจุบัน ที่ตั้งเป้าสู่การเป็น Toyota แห่งวงการ EV โดยเน้นเจาะกลุ่มรถราคาประหยัดทั่วโลกเป็นหลัก ด้วยจุดแข็งที่สามารถผลิตทั้งแบตเตอรี่และชิปได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์

 

ว่าที่ผู้นำหลังสิ้นยุค ICE

ไม่ใช่แค่ BYD แต่ในจีน ยังมีผู้ผลิต EV อีกมากที่กำลังเร่งพัฒนาขึ้นมา เพื่อเป็นเบอร์หนึ่งในกลุ่มยานยนต์พลังงานทดแทน

ขณะที่ญี่ปุ่น แม้ปัจจุบันจะเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์ แต่การเปลี่ยนผ่านจาก ICE สู่ EV กลับช้ากว่าที่คิด

1% คือยอดขาย EV ในญี่ปุ่น เมื่อปี 2021 เมื่อเทียบกับยอดขายรถยนต์ไฮบริดที่สูงถึง 40% ในช่วงเวลาเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจว่าท่าทีของผู้นำตลาดอย่าง Toyota ต่อยานยนต์ไฟฟ้าจึงต่างจากผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น ในโลก

สัญญาณที่อาจบอกใบ้ถึงการเปลี่ยนแปลง ดูได้จากข้อมูลของ MarkLines ผู้ให้บริการข้อมูลอุตสาหกรรมยานยนต์

MarkLines ชี้ว่าในช่วง 11 เดือนแรกของปีที่แล้ว ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นส่งออกรถยนต์ทั้งสิ้น 3.2 ล้านคัน

ตัวเลขนี้แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากช่วงเดียวกันของปี 2021

แต่การส่งออกรวมทั้งปี คาดว่าจะลดลงจากปี 2021 ที่ส่งออกรวม 3.82 ล้านคัน

ผิดกับตัวเลข 3.11 ล้านคันของจีน ที่เป็นการเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกัน 10%

และการสวนทางระหว่างสองชาติ น่าจะเห็นชัดขึ้นเรื่อย เมื่อแนวโน้มทั่วโลกเปลี่ยนผ่านสู่ EV อย่างเต็มตัว

แม้แต่ ซวี ไห่ตง รองหัวหน้าวิศวกรของ CAAM ยังมองข้ามชอตเรื่องการเป็นผู้นำไปแล้ว

ซวี ตั้งเป้าหมายการส่งออกของจีนไว้ที่ 8 ล้านคันภายในปี 2030 หรือเกินสองเท่าของตัวเลขที่ญี่ปุ่นทำไว้ในปัจจุบันด้วยซ้ำ

ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อถูกถามว่าใครคือคู่แข่งที่น่ากลัวของ Tesla เมื่อโลกยานยนต์เปลี่ยนผ่านสู่ยุคของ EV

คำตอบจาก อีลอน มัสก์ จึงเป็นผู้ผลิตจากจีน

Source : Bloomberg, Japan Times, South China Morning Post

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Loading
Total
0
Shares
Previous Article
AI แต่งเพลง

Google ซุ่มพัฒนา AI แต่งเพลง ตามสั่งจากข้อความได้

Next Article
ChatGPT

Google ซุ่มพัฒนาโปรดักต์ใหม่รับมือ ChatGPT ทั้ง แชทบอท-เสิร์ชเพจ

Related Posts